วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เจโตปริยญาณ มีไว้เพื่อ

                                                                 


เจโตปริยญาณ มีไว้เพื่อ

"เจโตปริยญาณ พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ หนึ่ง มีไว้ให้เปลื้องความสงสัยว่ากิเลสมีจริงไหม สอง รู้จิตของตนเองว่า เวลานี้กิเลสอะไรมันเข้ามาสิงอยู่ อะไรเข้ามาทับอยู่ แล้วเราจะแก้อารมณ์ของกิเลสนั้นด้วยประการใด นี่ท่านมีไว้ให้ดูใจตนเองนะ ใจของชาวบ้านชาวเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ช่างเขาอย่าไปยุ่ง ยกเว้นบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่เราจะต้องสงเคราะห์จึงค่อยรู้เขา แต่เวลาอยากจะรู้ของเขาก็รู้เถอะ รู้แล้วนิ่ง ๆ ไว้ อย่าทำปากบอนไป ถ้าเขายังไม่ปรารถนาจะรับฟังก็อย่าพูด เขาไม่เลื่อมใสไม่ศรัทธาจงอย่าพูด อย่าเป็นขี้ข้าของชาวบ้าน อย่าเอาความรู้ของตนที่มีอยู่ไปเป็นเครื่องมือเป็นลูกจ้างชาวบ้าน ให้ชาวบ้านชมว่าดี คำชมของชาวบ้านไม่มีความหมาย ถ้าเราเลวเสียอย่างเดียว เขาจะชมอย่างไรเราก็ดีไม่ได้ ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว เขาจะนินทาว่าร้ายอย่างไร เราก็เลวไม่ได้เหมือนกันไม่มีความสำคัญ 

จงจำไว้ว่า การเจริญพระกรรมฐานน่ะ เรามุ่งหมายอย่างเดียวคือความเป็นพระอริยเจ้า ไอ้เทพต่าง ๆ ที่เห็น อารมณ์ต่าง ๆ ที่ฝัน อาการต่าง ๆ ที่เกิดมา มันจะเป็นอย่างไง ก็ช่างมันเถอะ เรามองของเราไว้ว่า จิตของเราเวลานี้นะ เราลืมความตายหรือเปล่า มีความประมาทในชีวิตไหม มีความเคารพในพระรัตนตรัย แน่นอนหรือเปล่า มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม มีอารมณ์รักพระนิพพานหรือเปล่า เอาจิตจับมันไว้แค่นี้พอ ถ้าเจริญกัน จริง ๆ เขาเอาแค่นี้พอ ไอ้เรื่องอารมณ์ต่าง ๆ ที่มันผ่านเข้ามานี่อย่าไปยุ่งมันนัก ถ้าเอาจิตไปยุ่งกับอาการต่าง ๆ ทางร่างกายบ้าง อาการต่าง ๆ ทำมาทั้งด้านจิตใจบ้าง ก็จะถือว่าเป็นการถือมงคลตื่นข่าว ยังไม่ได้อะไรเลยสักนิดหนึ่งในพระพุทธศาสนานี่เป็นจุดแรกที่เราต้องการ

จุดแรกในการเจริญพระกรรมฐาน ที่เราต้องการคือ พระโสดาบัน ฉะนั้นอารมณ์อย่างอื่นที่มันเกิดขึ้น จงปล่อยมันไปเอากำลังใจของเราจับไว้ในจุดนี้ อย่าปล่อยจิตให้มันยุ่งซุ่มซ่ามไปอย่างอื่น"

พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษี)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น