วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สมเด็จองค์ปฐม

                                                                               


หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง เล่าประวัติและการสร้างสมเด็จองค์ปฐม
     สมเด็จองค์ปฐม ท่านเป็น พระพุทธเจ้าพระองค์แรกของโลก ทรงพระนาม สมเด็จพระพุทธสิกขี เนื่องจากพระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้วมากมายนับได้แสนองค์ ฉะนั้นพระนามของพระองค์จึงซ้ำกัน โดยเฉพาะพระนาม สมเด็จพระพุทธสิกขี มีด้วยกัน ๕ พระองค์ จึงได้ขนานนามของสมเด็จองค์ปฐมว่า สมเด็จพระพุทธสิกขีที่ ๑ จึงนับได้ว่า พระพุทธองค์ทรงเป็น สมเด็จองค์ปฐมบรมครู อย่างแท้จริง
สมัยที่พระพุทธองค์ได้ทรงอุบัติในโลกมนุษย์ ซึ่งขณะนั้นคนมีอายุขัยประมาณ ๘ หมื่นปี พระพุทธองค์ทรงผนวชออกมหาภิเนษกรมณ์ เมื่อพระชนมายุได้ ๔ หมื่นปี หลังจากผนวชได้ ๒ หมื่นปี จึงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรกของโลก พระพุทธองค์ทรงโปรดเวไนยสัตว์ ประมาณ ๒ หมื่นปี จึงได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน
พระพุทธองค์ ทรงใช้เวลาอันยาวนานถึง ๔๐ อสงไขยกัปเศษ ในการบำเพ็ญพระบารมี เพื่อแสวงหาพระโพธิญาณด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เวลาอันยาวนานในการบำเพ็ญพระบารมี เนื่องจากพระพุทธองค์เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรก จึงไม่มีแบบอย่างที่จะให้พระพุทธองค์ได้ศึกษาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ ระยะเวลาที่บำเพ็ญพระบารมี จึงใช้ถึง ๔๐ อสงไขยกัปเศษ
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เล่าถึงสมเด็จองค์ปฐม และ การสร้างมณฑปสมเด็จองค์ปฐม

ท่านสาธุชนทั้งหลาย ตอนนี้ก็มาพูดกันถึง เรื่องสมเด็จองค์ปฐม สำหรับคำว่า สมเด็จองค์ปฐม ก็คือ พระพุทธเจ้าองค์แรก องค์แรกหรือ องค์ที่หนึ่ง เรียกว่า องค์ปฐม การที่จะหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐม ก็มีอยู่ว่า มี นพ. จรูญ ปิรยะวราภรณ์ เคยปรารภว่า หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องสมเด็จองค์ปฐมเสมอ ทำไมจึงไม่หล่อรูป จึงคิดตั้งใจจะหล่อรูปท่านขึ้นมา

ขอเล่าย้อนตอนหลังสักนิดหนึ่ง คือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ จำไม่ได้แน่นอน อาจจะผิดก็ได้เรื่องพ.ศ. ตอนนั้นอาตมามาอยู่วัดท่าซุงแล้ว และ พล.อ.อ. อาทร โรจนวิภาต เวลานั้น เป็นนาวาเอก เป็นผู้บังคับกองฝึก โรงเรียนการบิน ที่นครราชสีมา ทราบว่าอาตมาป่วย จึงนิมนต์ไปพักที่นั่น ตอนกลางคืน สามีภรรยาก็นั่งเจริญพระกรรมฐาน อาตมาเป็นคนแนะนำ ขณะที่แนะนำเขาอยู่ เมื่อเสร็จแล้วก็ทำสมาธิ ขณะที่ทำสมาธิ บรรดาท่านพุทธบริษัท สิ่งที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น นั่นคือ เห็นเป็นพระพุทธเจ้าในปางนิพพาน ยืนสองแถว ยาวเหยียดไปข้างหน้า แล้วก็พนมมือ จึงมีความรู้สึกใน ใจว่า บางทีอาจจะเป็นอุปาทานของเรา เพราะว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยก้มศีรษะให้ใคร แม้แต่บ้านเรือนเล็ก ๆ ที่หลังคาต่ำ ๆ

ที่พระพุทธเจ้าเข้าไป หลังคาก็สูงขึ้น แต่เวลานี้ เราเห็นพระพุทธเจ้า ยืนพนมมืออุปาทานคือ กิเลสคงกินใจมาก เมื่อนึกเพียงเท่านี้ ก็เห็นภาพหลวงพ่อปาน ปรากฏขึ้นข้าง ๆ ท่านบอกว่า คุณไม่ใช่อุปาทาน ประเดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ปฐมจะเสด็จมา อีกประมาณสัก ๕ นาที ปรากฎว่ามีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง รูปร่างใหญ่โตมาก สูงมาก มาในรูปของปางนิพพาน เดินมาระหว่างช่องกลาง พระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ก้มศีรษะแสดงความเคารพ เพราะพนมมืออยู่แล้ว พอท่านเดินมาถึง อาตมา ท่านก็พูดว่า ข้าจะนั่งที่ไหนหว่า ในเมื่อไม่มีที่นั่ง ข้าก็เอาหัวแกเป็นแท่นก็แล้วกัน ก็เลยนั่งบนหัว

พระพุทธเจ้าหลาย ๆ พระองค์ มีองค์ปฐมเป็นประธาน ทรงให้ โอวาทอยู่ทุกวัน เตือนทุกวัน มีอะไรผิด มีอะไรถูก มีอะไรควรทำ มีอะไรควรพูด ท่านจะแนะนำ
เมื่อกลับมาแล้วก็นอน คิดว่า เราจะนอนให้หลับ พอกำลังจิตจะเริ่มเคลิ้มก็ได้ยินเสียงว่า พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จองค์ปฐมเอามาให้แล้วนะ วางไว้ที่ตลับ บนเตียงข้าง ๆ หัวนอน ได้ยินเสียงชัดเจน แจ่มใสมาก เหมือนเสียงขององค์ปัจจุบัน จึงลุกขึ้นมาเปิดไฟฟ้า ปรากฏว่า ที่ตรงนั้นไม่เคยวางตลับ มีแต่วางหนังสือสำหรับดูก่อนหลับ ก็มีตลับพลาสติกแบบปัจจุบันอยู่ลูกหนึ่ง ไปเปิดดู เห็นพระบรมสารีริกธาตุองค์โต สององค์ ก็ดีใจว่า เป็นขององค์ปฐมแน่ เพราะเราไม่เคยวางไว้ ก็เก็บไว้ในที่สักการะบูชา เอาไว้บรรจุท่าน ต้นเหตุเป็นอย่างนี้นะ
ต่อมา ท่านก็บอกว่า จะทำมณฑปฉันที่ไหน ก็ถามท่านว่า สถานที่ไม่มีแล้ว ด้านหน้าวัดเต็มไปหมด ที่มองเห็นได้ไม่มี มีแต่หลังวัด หลังวัดก็ไม่สมควร ท่านก็บอกว่า มีที่สำคัญอยู่ที่หนึ่ง ค่อย ๆ ลงจากรถ เดินมันก็จะล้ม แต่ญาติโยมพุทธบริษัทไม่มีใครเข้าใจ เวลารับแขกเห็นท่าทางพูด ท่าทางแข็งแรง ความจริงไม่ใช่ เป็นกำลังพระท่านช่วย หลังจากรับแขกแล้วก็ป่วย อาเจียน ลุกไม่ขึ้น เดินไม่ไหว นี่เป็นอำนาจ พุทธานุภาพ และสถานที่ตรงนั้น ท่านบอกว่า เอาตรงนี้ สถานที่ตรงนั้นมีความสำคัญ ท่านบอกว่า มีพระบรมสารีริกธาตุสำคัญมาก แต่ความจริงก็เป็นความจริง มีคนเห็นอยู่เสมอว่า มีดาวดวงใหญ่ขึ้นจากพื้นดิน ตรงนั้น มีแสงสว่างมาก ลอยไปเหนือยอดไม้น้อย ๆ วนไปวนมาในวัด แล้วก็กลับที่เดิม มีคราวหนึ่ง มีพ.ต. พงษ์เทพ เธอมาอยู่เป็นเพื่อน เธอเห็นเข้า เธอก็นั่งรถกวดว่า ดาวดวงนี้จะลอยไปไหน เธอก็วิ่งตามไป วนไปวนมาอยู่พัก ก็กลับที่เดิม เธอก็มาบอกว่า เมื่อคืนนี้แปลก เห็นดวงดาวขึ้นจากแผ่นดิน ก็เลยบอกเธอว่า นั่นไม่ใช่ดวงดาว เป็นพระบรมสารีริกธาตุ ท่านให้สร้างมณฑปตรงนั้น จึงสั่ง ลุงชิด แก้วแดง เป็นนายช่างทำการก่อสร้าง

ความลำบากมาก คือ องค์ต้น เพราะไม่เคยมีพระพุทธเจ้าเป็นครูมาก่อน ต้องลำบากบุกมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีแบบ เป็นเหตุดลใจให้ตั้งใจคิดจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องใช้เวลาถึง ๓๐ อสงไขยกัปเศษ จึงจะได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ถ้าถามว่า รู้ได้อย่างไร ก็ตอบว่า ถามท่านซิ คนฟังหรือคนอ่านจะคิดไหมว่า พูดอย่างนี้ เป็นคนบ้าหรือคนดี บางท่านจะบอกว่า พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว มีสภาพสูญ จะไปคุยกันได้อย่างไร ก็ขอตอบว่า ก็ต้องเป็นคนสูญเหมือนกัน ก็ท่านสูญไปแล้ว เราก็สูญบ้าง ถ้าสูญกับสูญพบกัน ก็ต้องเป็นสองสูญ สองสูญก็มีสภาพกลมเหมือนกัน แต่โตเล็กกว่ากันเท่านั้น เมื่อสูญต่อสูญคุยกัน ก็รู้เรื่องกัน ถ้าท่านสูญ เรายังไม่สูญ ก็คุยกับท่านไม่ได้ ก็รวมความว่า อาตมาก็เป็นคนสูญ เพราะหนึ่ง สูญจากความเป็นหนุ่ม สอง สูญจากความเป็นคนปกติ มีอาการป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ และก็สาม สูญจากความเป็นคนที่คิดว่า ไม่สูญ นั่นคือ ความหวัง มีอย่างเดียว คิดว่า เราจะต้องตาย เวลานี้อายุ ๗๕ ปี ตามใบสุทธิ เป็นอายุขัย ควรตายแล้ว ไหน ๆ จะตาย ก็ทำทิ้งทวน เฉพาะสมเด็จองค์ปฐม ราคาเท่าไรไม่ทราบ เฉพาะเพชรที่ประดับราคา ๗๗๐,๐๐๐ บาทเศษ แล้วก็มณฑปทั้งหมดก็จะบุแก้ว ปิดแก้วทั้งข้างนอก ข้างใน ให้คล้าย ๆ กับวิมานของท่าน ทำแบบคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือน เพราะวิมานของท่านสวยมาก เดี๋ยวจะถามว่า รู้ได้อย่างไร ก็ตอบตามเดิมว่า คนสูญก็รู้อย่างคนสูญ ที่เขาบอกว่า นิพพานมีสภาพสูญ อาตมาขอย้อนว่า นิพพานมีสภาพไม่สูญ นิพพานจะสูญไปจากความชั่ว จะทรงไว้แต่วความดี ถ้าหากจะมีคนคัดค้านว่า ตายแล้ว มีสภาพสูญ ก็ต้องตอบว่า เป็นเรื่องของท่าน ต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างมีความเห็น จะให้เหมือนกันไม่ได้ ถ้าหากว่านิพพานมีสภาพสูญจริง ๆ ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวอ้างอิงถึงพระพุทธเจ้า องค์นั้น พระพุทธเจ้าองค์นี้ อย่างคำว่า
สพฺพปาปสฺส อกรณํ ท่านทั้งหลายจงอย่าทำความชั่วทุกอย่าง
กุสลสฺสูปสมฺปทา จงทำแต่ความดี
สจิตฺตปริโยทปนํ จงทำใจให้ผ่องใสจากกิเลส
เอตํ พุทฺธานสาสนํ พระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น