วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สักกายทิฏฐิ

                                                                     

สักกายทิฏฐิ
            พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ 3 อย่างคือ
            (1) สักกายทิฏฐิ เห็นว่าอัตภาพร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา จิตใจของเรายอมรับนับถือกฎของธรรมดา ร่างกายเกิดมาแล้วต้องแก่ ป่วย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ และมีความตายไปในที่สุด และขณะที่เราทรงตัว มันก็เต็มไปด้วยความทุกข์ อาการอย่างนี้จับใจของท่านแล้วหรือยัง ว่าธรรมดาของเรานี้จะหนีความทุกข์ไม่พ้น ถ้าเรามีร่างกายเราก็มีการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวัง ต้องป่วยไข้ไม่สบาย ความตายจะเข้ามาถึง
            เวลานี้ท่านมีความกล้าแล้วหรือยัง กล้าต่อความตายที่มันจะตายโดยปกติ จะตายโดยอาการเช่นใดก็ช่าง แต่ต้องตายแน่ คิดไว้แล้วหรือยัง หรือว่าความเมาในร่างกาย หรือเรียกว่าเราปรับปรุงร่างกาย ยังไงก็ตามมันไม่สวยหรอก เพราะว่าร่างกายของเรานี้มันสกปรก ทีนี้เรื่องของร่างกายผ่านไป
            วิจิกิจฉา
            (2) วิจิกิจฉา เรื่องสงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คลายความสงสัยแล้วหรือยัง ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
            ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
            ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
            มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์
            นี่หมายความว่าถ้าเราเกิดมาแล้วเรายึดถือว่าร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเรา หรือเมื่อถึงเวลาความแก่มันเข้ามาถึงเราก็หนักใจ เพราะนี่มันแก่เสียแล้วหรือเนี่ย แย่สิ เราทำอะไรมันก็ไม่ไหว นี่เรียกว่าเรามี อุปาทานขันธ์ ยึดมั่นในร่างกายเกินไป นี่พอเราป่วยขึ้นมาก็ เกรงไปว่า นี่ถ้าเราตายเสียแล้ว ลูกก็ดี หลานก็ดี เหลนก็ดี นี่มันจะทำยังไงกัน ทรัพย์สินทั้งหลายก็มีไม่พอใช้ไม่พอกิน อารมณ์นอกคอกอย่างนี้ยังมีสำหรับท่านหรือไม่ ถ้ากฎของกรรมอันใดมันเกิดขึ้นกับท่าน คือทำให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ อย่างนี้จิตใจของท่านยอมรับนับถือกฎของกรรมหรือเปล่า จะไปนั่งบนเจ้าบนเทวดา บนผีสางนางไม้ที่ไหนก็ตาม ขออย่าให้แก่ ขออย่าให้ป่วย ขออย่าให้มีอาการขัดข้อง ขออย่าให้จน ขอให้อยู่เป็นปกติ จิตอย่างนี้ของท่านมีหรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่มันก็ยังใช้ไม่ได้
            เป็นอันว่าตั้งหน้าตั้งตาจับอารมณ์พระโสดาบันเสียให้ได้จะได้พ้นทุกข์ เพราะการเป็นพระโสดาบันนี่เราบรรเทาการเกิด เรายังไม่ได้งดเกิด เพราะว่าถ้าเราไม่บรรเทาเสียแล้ว เราก็ต้องเกิดนับชาติไม่ถ้วน คือ ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย การเกิดแต่ละชาติมันเป็นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น นี่มาคุยกันตอนเช้า ๆ เพราะอารมณ์ของท่านยังดี แต่ว่าเสียงคนพูดสิมันไม่ดี มันเป็นไข้หวัด ช่างมันนะ ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา พอพูดกันเสียงไม่เพราะไม่เป็นไร เอารู้เรื่องก็แล้วกัน
             สีลัพพตปรามาส
            (3) สีลัพพตปรามาส ทีนี้การปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบันที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งนั่นก็คือ ศีล 5 จิตใจของท่านรักษา ศีล 5 ได้เป็นปกติแล้วหรือยัง เรื่อง ศีล 5 นี่มีความสำคัญมาก เพราะว่าพระโสดาบันนี่ไม่มีอะไรมาก แค่มี ศีล 5 เข้มข้น เคารพในพระพุทธเจ้า เห็นว่าร่างกายนี่มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายเป็นของธรรมดา เพราะยังมีกิเลสเต็มตัวแต่ว่าขังกิเลสไว้ ไม่ละเมิดศีลนั่นเอง ยังรักยังมีผัวมีเมียได้แต่ว่าไม่นอกใจผัว ไม่นอกใจเมีย ไม่ละเมิดในศีล 5 ยังรวยได้แต่ก็ไม่คดโกงใคร ยังมีความหลงอยู่ในขันธ์ 5 ยังมีอยู่ แต่ว่าไม่ยึดมั่นเกินไป ตายก็ช่าง มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นที่สุด อย่างนี้อารมณ์ของท่านเข้าถึงแล้วหรือยัง นั่งใคร่ครวญดู ดูกำลังใจของท่านไม่ต้องไปดูใครเขา ในเมื่อเราเห็นคนแก่ เห็นคนป่วย เห็นคนตาย เห็นคนมีทุกข์ยาก ท่านเคยคิดถึงไหมว่าการเกิดนี่มันทุกข์ อย่ามาเกิดกันเลย บอกใจไว้อย่างนี้บ้างหรือเปล่า ถ้ายังบกพร่องอยู่ ก็โปรดทราบว่าความเป็นพระโสดาบันของท่านยังไม่ปรากฏ
             เรามาเป็นพระอริยเจ้ากันเถิด
            ทีนี้ให้หัวข้อเรื่องนี้ว่า เรามาเป็นพระอริยเจ้ากันเถิด
            ความจริงการเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่ของหนัก เป็นของเบา เพราะว่าเราปลดกิเลส ตัณหา อุปาทานให้มันน้อยลง มันเบาลง คือว่าถ้าเป็นพระโสดาบันได้ก็เบามาก เพราะว่ายังเกิดอีก 7 ชาติ หรือว่า 3 ชาติ หรือว่า 1 ชาติ นี่ก่อนที่เราจะพิจารณาเรื่องอะไรทั้งหมด ถ้ายังปลดไม่ได้ ถ้าปลดได้ก็พิจารณาเป็นพระอนาคามีต่อไป
            สำหรับพระสกิทาคามีกับพระโสดาบันระดับเดียวกัน แต่ว่าจิตละเอียดกว่ากันเท่านั้น ทีนี้เรามานั่งดูสิว่าทำไมหนอ เราจึงจะเป็นพระอริยเจ้ากันได้ นี่เราก็มานั่งนึกอย่างนั้น ที่เราจะเป็นพระอริยเจ้ากันได้ เราก็ต้องมานั่งดูใจ ดูอารมณ์ของใจที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า จริต เรามาพูดกันถึง โทสะจริต แล้วนะ ก่อนที่จะเข้าวิปัสสนาญาณน่ะจับสมถะเสียก่อน ให้จิตมันทรงตัว ถ้าจิตมันดิ้นกระสับกระส่ายเราก็คุมอารมณ์ จับลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้คุมอารมณ์ให้มันทรงตัวเสียก่อน ที่เรียกกันว่า สมาธิ พอใจสบายปัญญามันก็เกิด มันจะได้คุมใจไม่ให้เราคิดนอกรีตนอกรอยไป นี่สมมติว่าตอนก่อนเราพูดกันถึง โทสะจริต ถ้า โทสะจริต จะเข้ามาข้องใจก็ระงับเสียได้ด้วย พรหมวิหาร 4 หรือ ว่า กสิณ 4
            อันนี้มีในแบบแล้วนี่ เราก็ไปเปิดดูใน คู่มือปฏิบัติ นี่เรามาเตือนกันนะ เวลานี้มาคุยมาเตือนกันด้วยความหวังดีในฐานะที่เป็นพี่เป็นน้องกัน ทุกคนเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน อาตมาเองไม่ได้เคยคิดว่าจะเป็นอาจารย์ของท่านเคยคิดอย่างเดียวว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน เราก็มาคุยอย่างพี่อย่างน้อง
             ตั้งอารมณ์
            นี่เราก็มานั่งดูจริตอีกตัวหนึ่งอีกจุดหนึ่งก็คือ โมหะจริต กับ วิตกจริต
             วิตกจริต ความคิดใคร่ครวญไตร่ตรองไม่ตกลงใจ ตัดสินใจอะไรไม่ได้ มีความสงสัยอยู่เป็นปกติ
            สำหรับ โมหะจริต นั้นมีความหยาบอยู่มาก ไม่ค้นคว้าหาความจริง คิดว่านั่นก็ของกู นี่ก็ของกู ร่างกายของเรามันจะต้องไม่ตาย มันจะต้องไม่แก่ มันจะต้องไม่ป่วย ทรัพย์สินทั้งหลายที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตก็ตามหรือไม่มีชีวิตก็ตาม จะต้องทรงตัวตลอดเวลา นี่เป็นอาการของโมหะ เห็นชาวบ้านเขาตายก็ไม่คิดว่าตัวจะตาย เห็นชาวบ้านเขาป่วยก็ไม่คิดว่าตัวจะป่วย เห็นชาวบ้านเขาลำบากหรืองานที่เราทำมันลำบากมันมีทุกข์ เราก็ไม่คิดว่าเราจะมีทุกข์ นี่เป็นอารมณ์ของโมหะ
            ถ้าอารมณ์ฟุ้งซ่านที่ว่ารำคาญเสียงภายนอกบ้าง จัดตั้งอารมณ์ไม่อยู่บ้าง นี่เป็นอาการของโมหะและวิตก 2 ประการ และก็ วิตกจริต กับ โมหะจริต ทั้ง 2 อย่างนี้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุมธเจ้าแนะนำให้โปรดยับยั้งอารมณ์นี้ด้วยการเจริญ อานาปานุสสติกรรมฐาน อย่างเดียว หรือจับลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็ให้รู้อยู่ ขณะใดที่จิตยังรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกอยู่แบบนี้ นี่แหละชื่อว่าจิตมีสมาธิ พออารมณ์สบายแล้วเราก็มาพิจารณาขันธ์ 5 กัน และก็ปลดเปลื้องขันธ์ 5 ตามหลักของ อริยสัจ
            อริยสัจ
             อริยสัจ ข้อต้นนี่ยังไม่จบ ที่กล่าวว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ความจริงความเกิดตัวเดียวมันไม่สำคัญ สำคัญไอ้เพื่อนของความเกิดน่ะสิ พอเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ต้องการหาเพื่อน มันก็เอาไอ้ตัวแก่เข้ามา ตัวเปลี่ยนแปลงเข้ามา ตัวหิว ตัวกระหาย ตัวร้อน ตัวขัดข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ตัวป่วยไข้ไม่สบาย ตัดพลัดพรากจากของรักของชอบ ตัวอยากโน่นอยากนี่ และก็มีความตายไปในที่สุด
            นี่เจ้าตัวเกิดมันนำมาที่ทำให้เราทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพของความทุกข์อย่างนี้ ก็เพราะเจ้าตัวเกิดมันนำมา แล้ววิธีที่เราจะไม่เกิดเราจะทำยังไง เรื่อง ชาติปิ ทุกขา ของดไว้ชั่วขณะหนึ่ง เรามาพูดกันถึงแนวทางที่เราจะไม่เกิดกัน เอาไม่เกิดกันเลย ไม่ใช่ผ่อนเกิด แต่ทว่าไอ้การที่จะไม่เกิดกันเลยทีเดียวน่ะไม่ได้ ต้องผ่อนเป็นการชำระหนี้ผ่อนกันไปก่อน การที่เราจะสกัดกั้นการเกิดให้น้อยลงก็ดี หรือว่าจะตัดการเกิดให้หยุดไปเข้าถึงพระนิพพานก็ดี พระพุทธเจ้าบอกว่ามีกฏอยู่ 10 อย่าง ที่เราเรียกกันว่า บารมี 10
            บารมี 10
             บารมี นี่เขาแปลตามภาษาบาลีแปลว่า เต็ม แต่เนื้อแท้จริง ๆ ต้องใช้กำลังใจให้เต็ม ไม่ใช่เอาวัตถุมาเต็ม คือ
             (1) ทานบารมี จิตใจท่านพร้อมแล้วหรือยังที่จะให้ทานตามความสามารถ เพราะการให้ทานนี่เป็นการทำลายโลภะ ความโลภ
             (2) ศีลบารมี ศีลของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเปล่า ทุกวันท่านพิจารณาศีลของท่านหรือเปล่าว่าครบถ้วนไหม
             (3) เนกขัมมบารมี การถือบวช การถือบวชในที่นี้ก็หมายถึงว่าเป็นการระงับนิวรณ์ 5 ประการ คือ กามฉันทะ เห็นรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสที่ต้องการการมั่วสุมไปด้วยกามารมณ์เป็นโทษ มันเป็น อนิจจัง ไม่มีการทรงตัว รูปมันสวยไม่จริงสวยนิดหนึ่ง แล้วก็แก่ไปเสื่อมไปทุกวัน เสียงผ่านหูแล้วก็หายไป กลิ่นหอมกระทบจมูกแล้วก็หายไป สัมผัสที่เรานึกว่าดี ความจริงมันเป็นปัจจัยนำโทษมา นี่หมายถึงว่าสัมผัสระหว่างเพศมันนำโทษมาให้ หากต้องการสัมผัสแบบนั้นงานมาก งานมันก็เกิดขึ้นมาก กำลังใจต้องรักษาไว้ซึ่งกันและกัน ต้องเอาใจคนโน้น ต้องเอาใจคนนี้หนักใจมาก
             (4) ปัญญาบารมี นี่เราเห็นหรือยังว่าการเกิดเป็นทุกข์ เกิดมาแล้วนี่ภาระต่าง ๆ เต็มไปหมด ที่พูดไปแล้วนี่มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นหาความสุขไม่ได้ ถ้าเราจะสุขได้จริง ๆ ก็ต้องวางการเกิดคือ วางขันธ์ 5 นี่เป็น ปัญญาบารมี
             (5) ทีนี้ วิริยบารมี ได้แก่ความเพียร เรามีความเพียรครบถ้วนแล้วหรือยัง คือใช้กำลังใจเป็นสำคัญ ไปหักห้ามความชั่วไม่ให้เข้ามายุ่งกับใจ              (6) ทีนี้ ขันติบารมี แปลว่า ความอดทน การกระทำความดีที่ฝืนอารมณ์เดิมต้องอดทนเพราะใจมันคอยจะต่ำ มันคบกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือ มีความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เราก็พิจารณาเห็นว่าความรักเป็นโทษ ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นโทษ เราจะฝืนกำลังใจที่มันคบกันมานาน เราก็ต้องใช้ความอดทน ไม่อย่างนั้นเราก็จะทรงตัวอยู่ไม่ได้
             (7) ต่อไป สัจจบารมี ความจริงใจ ที่เราตั้งใจจะห้ำหั่นกิเลสทั้ง 3 ประการให้มันสิ้นไป เราจะไม่ละความพยายามทรงสัจจะเข้าไว้ จะไม่ยอมทิ้งสัจจะคือความจริงใจ แต่ว่าการรักษาสัจจะต้องให้มันพอดีพอควร อย่าทำเกินพอดี การนั่งกรรมฐานเครียดเกินไป พระพุทธเจ้าไม่ใช้ ใช้อารมณ์ย่อหย่อนเกินไปไม่ใช้ ใช้อารมณ์พอดี ๆ เพื่อรักษาอาการของขันธ์ 5 ให้เป็นปกติ
             (8) และต่อไป อธิษฐานบารมี อธิษฐานต้องตั้งใจไว้เลยว่า การปฏิบัติแบบนี้ เราต้องการพระนิพพาน ไม่ใช่สักแต่เพียงว่าทำเป็นแค่อุปนิสัย ถ้าอารมณ์คิดว่าเป็นแค่อุปนิสัยมันขี้เกียจง่าย ตั้งใจไว้เฉพาะว่าชาตินี้ทั้งชาติ อย่างเลวที่สุดเราจะเป็นพระโสดาบันให้ได้
            (9) และอีกอันหนึ่งคือ เมตตาบารมี เมตตาบารมีตัวนี้ก็เป็นตัว ตัดโทสะ ความพยาบาท ที่เป็นกิเลสตัวสำคัญ
            สำหรับ ปัญญาบารมี นั้นตัดโมหะ
             (10) อุเบกขาบารมี ทรงอารมณ์เฉย ในเมื่อกฎของกรรมที่เราทำไว้เป็นอกุศลในชาติก่อนที่เราทำมันมาให้ผล เราก็มีอารมณ์สบาย อะไรมันจะเกิดแก่เราบ้าง เราก็สบายที่เรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ คือร่างกายมันจะแก่เราก็สบาย เฉย….เรารู้ว่าจะแก่ ถ้ามันจะป่วยใจเราก็สบาย เพราะรู้ว่ามันจะป่วย รักษาตัวเหมือนกัน หายก็หาย ตายแหล่ก็ช่างมัน ของรักของชอบใจที่จะต้องพลัดพรากจากกัน เรารู้ว่านี่เป็นธรรมดา อารมณ์ใจก็เฉย สบาย…เพราะรู้ว่าเป็นธรรมดา มันจะจากไปเราก็ห้ามมันไม่ได้ คนที่รักกันกับเราเขาประกาศเป็นศัตรูก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขากับเรายังมีกิเลสกัน ต่างคนต่างมีกิเลส เขาจะไปมันเป็นเรื่องของเขาเราไม่ตาม ถ้าเขาจะมาเราก็ไม่ปฏิเสธพร้อมยอมรับ ใจสบายเป็น อุเบกขาบารมี ร่างกายมันจะตายจะพังก็ช่าง จัดเป็น อุเบกขาบารมี
             กำลังใจ
            รวมความว่าบารมีทั้ง 10 ประการ คือ
            (1) จิตพร้อมจะให้ทาน
            (2) จิตทรงศีลอยู่เสมอ
            (3) เราพร้อมที่จะระงับนิวรณ์ 5 ประการ
            (4) เรามีปัญญาที่จะรู้แจ้งเห็นจริงตามกฎของธรรมดา มีอารมณ์ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเป็นปกติ
            (5) เรามีความเพียรเพื่อจะทำลายกิเลสให้พินาศไป
            (6) เรามีขันติความอดทน ทนต่อการฝืนอารมณ์เพราะอารมณ์มันคอยต่ำ เราจะดึงขึ้นสูง มันก็จะคอยต่ำต้องทนดึงเข้าไว้
            (7) สัจจะ เมื่อตั้งใจจะทำลายกิเลสแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำลายกิเลสกันเรื่อยไป ไม่ถอยกลัง             (8) อธิษฐานตั้งอารมณ์ไว้ตรงว่าเราจะเข้าไปหาพระนิพพานให้ได้ จะไม่ยอมถอยหลัง จับจุดไว้จุดเดียวเท่านั้น
            (9) เมตตา ประกาศตนเป็นคนมีความรักปรารถนาในการสงเคราะห์คนทั้งหมดและสัตว์ทั้งหมด ไม่ถือว่าใครเป็นศัตรูร้ายของเรา
            (10) อุเบกขา มีความวางเฉย วางเสียได้เมื่อกฎของกรรมจะเข้ามาสนองตน
            ที่องค์สมเด็จพระทศพลทรงสอนบารมีทั้ง 10 ประการ ก็คือกำลังใจ ถ้ากำลังใจของท่านทั้ง 10 ประการครบถ้วนบริบูรณ์ละก็ความเป็นพระโสดาบันก็เป็นเรื่องเล็ก เพราะอะไร เพราะว่าเรามีเครื่องมือพร้อมแล้ว ทีนี้เราก็มาพิจารณาบารมีทั้ง 10 ประการ ตอนนี้เราก็ต้องหันเข้าไปดูความเกิด เรื่องของความเกิดนี่มีความร้ายแรงอีกตัวหนึ่ง นี่เวลาเหลือไม่ถึง 10 นาที นี่เราก็มานั่งดูกันว่าอะไรหนอ ความเกิดมามันนำมา สร้างความทุกข์ นั่นก็คือความหิว
            ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
             ชิฆัจฉา ปรมา โรคา ความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง
            ความหิวนี่ต้องทำให้เราลำบาก หิวนี่มันหลายหิว หิวอาหารก็หิว หิวเหล้าก็หิว หิวรักก็หิว หิวรวยก็หิว หิวอยากจะมีความเด่นอยากจะมีวาสนาบารมีก็หิว หิวอยากจะฆ่าชาวบ้าน อยากจะด่าชาวบ้านก็หิว มันหิวไปทุกอย่าง ความหิวประเภทนี้มันเป็นภัย ทีนี้เรามาว่ากันถึงความหิว ถึงเรื่องอาหารอย่างเดียวก็พอ การกินข้าวเข้าไปคำหนึ่งนั้นบรรดาท่านผู้ฟัง หรือ พระโยคาวจรที่รัก อาหารที่จะตกเข้ามาถึงปากเรา มันมีทุกข์ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้อย่างนั้น เคยรับฟังมาแบบนี้เพราะว่ามีทุกข์หนัก
             ทุกข์ตัวเดียว
            คำข้าวคำเดียวนี่ทุกข์หนัก จะพูดให้ฟังแต่โดยย่อ เอาไปเป็นเครื่องคิดว่าไอ้ความเกิดมันไม่ดีแบบนี้แหละ ข้าวสุกที่มันจะเข้าปากเรา ก่อนที่มันจะเป็นข้าวสารกว่าจะทำเป็นข้าวสารได้ ถ้าทำเป็นข้าวสุกก็ต้องหาอุปกรณ์คือ หม้อ เตา น้ำ ฟืน เอาข้าวสารมาแล้วก็หุงกิน อาหารที่ต้องหุงแบบนี้มันต้องประกอบการงาน ต้องใช้กำลังกาย กำลังปัญญา กำลังความคิด แล้วก็ต้องใช้ทรัพย์หาวัตถุนี่มันก็สร้างความลำบาก สร้างความทุกข์ เรานั่ง ๆ นอน ๆ สบายกว่า นี่มันจะเป็นข้าวสารมาได้ก็ต้องสีต้องซ้อมต้องทำให้เป็นข้าวสารขึ้นมา นี่ก็ต้องใช้ความเหน็ดเหนื่อย บางท่านไม่ได้ซ้อมไม่ได้สี เราจะซื้อข้าวสารและการจะมีเงินซื้อข้าวสาร เราก็ต้องทำงานที่มันเหนื่อย ไอ้เรื่องจากการกินนี่ มันเหนื่อยที่สุดถึงยันวันตาย ไม่มีจบ เราเกิดกี่ปีกี่ชาติถ้าเรายังเกิดอยู่ เราก็ต้องเหนื่อยแบบนี้
            ทีนี้ข้าวคำเดียวพระพุทธเจ้าบอกว่า ข้าวเปลือกมาจากไหน มาจากต้นข้าวมันอยู่ในรวง ทีนี้การที่จะไปนำเป็นข้าวกินได้มันก็ต้องไปเก็บไปเกี่ยว ไปตากแดดมาเหนื่อยลำบากกายมาก ทนความร้อนความหนาว บางทีหนาวจัด ๆ ก็ต้องแช่ในน้ำเกี่ยวข้าวกันก็มี อาการอย่างนี้มันเป็นอาการของความทุกข์ เป็นผลมาจากการเกิด ทีนี้ข้าวก่อนที่จะเป็นรวงมันก็ต้องเป็นต้น เราก็ต้องไปไถนาต้องไปหว่านข้าวเสียก่อน และก็ต้องมาบำรุงข้าวให้เจริญ อันนี้ก็ต้องอาศัยความเหน็ดเหนื่อย ก็ไปนั่งนึกเอาเองแล้วกัน จะไม่พูดให้ยาวนัก
            ทีนี้ต่อมาพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไอ้เจ้านานี่มันจะปรากฏขึ้นได้ยังไง ก่อนที่เราจะไถนาจะหว่านข้าวก็ต้องมีอุปกรณ์ มีวัว มีควาย มีแอก มีไถ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ เราต้องหามาได้ด้วยเงิน กว่าจะหาเงินมาซื้ออุปกรณ์ได้เสร็จ มันก็แสนลำบากยากเหลือเกิน เหน็ดเหนื่อยมาก เมื่อได้แล้วก็ต้องมาทำนาทำไร่ทำหว่าน นี่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงถอยหลังลงไปว่าพื้นที่นาที่เราจะปลูกข้าวได้นี่เดิมมันเป็นป่า เราก็ต้องไปโค่นป่ามาทำนา ลองคิดดูว่าตัดไม้กว่าจะขาดแต่ละต้น ขุดตอแต่ละตอ กว่าจะลากไม้ไปพ้นพื้นที่ที่เราจะทำนามันมีความเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน
            อันนี้ก็มาเป็นเรื่องของความทุกข์ ทีแรกก็ทุกข์เพราะอาหาร ทีนี้กว่าที่อาหารจะเกิดขึ้นมาได้ เราก็ต้องไปนั่งบุกป่าฝ่าดง และก็ในเมื่อเรามีที่ทำมาหากินเสร็จ มีอาหารกินเสร็จและก็อาหารประเภทไหนบ้างที่สร้างความสุขให้แก่เรา นี่เจ้าตัวเกิดนี่มันหาความทุกข์มาให้ มานั่งดูสิว่าอาหารประเภทไหน มันสร้างความสุขให้แก่เรา กินแล้วไม่แก่ กินแล้วไม่ป่วย กินแล้วไม่จน กินแล้วไม่มีการขัดคอขัดใจกับใคร กินแล้วไม่ตาย และกินแล้วมีความสุขตลอดเวลาทั้งกำลังกายกำลังใจมีไหม มีบ้างไหม และก็อาหารประเภทไหนกินแล้วอิ่มตลอดกาลตลอดสมัยมีบ้างไหม ถ้าอย่างนี้ท่านก็จะตอบว่าไม่มี ถ้ามันไม่มีอย่างนี้ที่เราจะต้องกินอาหารเพราะอะไร ทำการงานเพราะอะไร ก็เพราะเราเกิด ถ้าเราไม่เกิดเสียอย่างเดียวความทุกข์ประเภทนี้มันมีหรือเปล่า ก็ไม่มี
            ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ บรรดาพระโยคาวจรทั้งหลายเห็นหรือยังว่าการเกิดอย่างเดียว ขณะที่มันอยู่ในครรภ์มารดามันก็ทุกข์มากอยู่แล้ว พออกมาจากครรภ์มารดานี่มันยิ่งทุกข์หนัก พวกท่านเห็นความทุกข์ของการเกิดแล้วหรือยัง เกิดแล้วมันก็พาพ่วงสิ่งอื่นมาอีกตั้งเยอะแยะ นับไม่ถ้วน ทำงานตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายมันก็ไม่จบ ถ้าเราไปเกิดใหม่มันก็เป็นแบบนี้ เพราะอาศัยความเกิดมี พระพุทธเจ้าจึงได้ค้นคว้าหาคุณธรรมที่ทำให้ไม่ต้องเกิดพบ              นี่องค์สมเด็จพระนราสภทรงค้นพบแล้ว จึงได้มาสอนเราเหล่าพุทธบริษัท ว่าการที่จะไม่เกิดได้จริง ๆ ต้องมีเครื่องมือทั้ง 10 ประการที่เรียกว่า บารมี 10 ประการ ให้เรามีกำลังใจพร้อมเสมอ ถ้าจิตใจของท่านพร้อมเสมอเมื่อไรท่านเป็นพระอริยเจ้าเมื่อนั้น บารมี 10 นี่มีความสำคัญมาก เห็นไหมล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัทว่า บารมี 10 นี่เป็นตัวบรรลุทีเดียว ถ้าหากว่าเราพร้อมแบบเบา ๆ เราก็เป็นพระโสดาบัน พร้อมละเอียดลงไปอีกหน่อยหนึ่งเราก็เป็นพระสกิทาคามี พร้อมมากขึ้นไปกว่านั้นหน่อยหนึ่งมีกำลังใจสูง เราก็เป็นพระอนาคามี ถ้าพร้อมหมดบริบูรณ์เราก็เป็นพระอรหันต์
             ทีนี้บารมีทั้ง 10 ประการก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมความแล้วก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของเรานั่นเอง ศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ เมื่อมีปัญญาแล้วเราก็ให้ทานได้ เราก็ผูกมิตรได้ เป็นการสร้างบารมีทุกอย่างครบถ้วน ตัวปัญญานี่มีความสำคัญ และเราก็มีสมาธิตั้งมั่น เพราะอะไร เพราะว่าคนที่มีปัญญาจะไม่ยอมให้ใจสอดส่ายไปสู่อารมณ์ของความชั่ว จะต้องรักษาตัวให้ดีอยู่เสมอ หมั่นในการให้ทานเป็นการตัดความโลภ อบายภูมิกันไม่ให้เราลงนรก หมั่นในการรักษาศีลเพราะเป็นการปิดอบายภูมิกันไม่ให้เราลงนรก ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณากฎของธรรมดา จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา เมื่อจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเสียอย่างเดียว เราก็เป็นพระอริยเจ้าเป็นถึงพระอรหัตผล
            แต่ทว่าใจของพระโยคาวจรทุกคนยังไม่ถึงอรหัตผล เราก็ใช้ปัญญาเข้าไปหาความจริงเพียงแค่เบา ๆ ว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เราจริง ๆ มันไม่ใช่ของเรา มันจะพังรอมร่ออยู่แล้ว มันพังลงทุกวัน ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ไม่เร่าร้อนใจเมื่อร่างกายแก่ ไม่เร่าร้อนใจเมื่อป่วย ไม่เร่าร้อนใจเมื่อความตายเข้ามาถึง ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีศีล 5 บริสุทธิ์ แล้วก็มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เรามีความรักอยู่ในขอบเขตของศีล มีความรวยอยู่ในขอบเขตของศีล เราโกรธใครได้แต่เราไม่ทำร้ายเขา เราไม่เมาร่างกายจนเกินไป ร่างกายเมาแต่ว่าเมาน้อย หมายความว่าเราเมาแต่เพียงแค่ทรงตัวอยู่ ความสวยงามแต่งกันตามความนิยมเท่านั้น ไม่ผูกพันจนเกินไป คิดว่าตายแล้วก็เลิกกัน
            เอาละ ท่านบรรดาพระโยคาวจรทุกท่าน สัญญาณบอกเวลาหมด 30 นาที ผ่านมานานแล้ว สำหรับคืนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้ไปก็ขอให้ทุกท่านตั้งใจพิจารณาจิตใจของท่านตามที่กล่าวมาตลอดเวลาทุกวินาที ไม่ช้าจิตใจของท่านก็จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า สมความปรารถนา สวัสดี



 รวมคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น