วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อานิสงค์การสวดมนต์


                                                                 

อานิสงส์ของการสวดมนต์ อำนาจเวทมนต์คาถา คุณไสย์ใดๆ มิอาจทำอันตรายได้ กราบนมัสการ สมเด็จโต

วันนี้เอาเรื่องของ สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มาฝากครับลองอ่านกันดูนะครับ

..... อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเองในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปีโดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมรในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูตผีวิญญาณตลอดจนชาวบ้าน
ที่มีเวทมนต์คาถาและเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมาย... 

ในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้นอาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพังในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย
นอกจากคำว่า......

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งพระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมาอาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้นในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อยอาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้นอาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี .....

และ ณ ที่แห่งนั้นอาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้วชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้าและมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ

เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืนแต่ไม่ได้หวังทำรายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้ หรือไม่นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วัน เต็มๆไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนูหรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย 
วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมาอาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถาหรือคุณไสยใดนายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหกถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำไม่

สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่าอาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ จนจิตมีความสงบนิ่งแล้วจึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลยอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนต์ของท่านเช่นนี้จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์คาถาในภูตผีปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่าจะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาดเพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไปครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฏิบัติเป็นปกติเมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมาจึงได้จุดเทียนและพบตะขาบใหญ่

ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไปจากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ 

ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนัก
อยู่อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนต์คาถา และคุณไสยใดๆ ของ
ข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้ 
ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็น
อานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟัง การสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมา
เล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยก มือขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการสวดมนต์ช่างมีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก 

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อวิชชาและวิชชา

                                                                             

อวิชชาและวิชชา
  ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย และบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลาย สำหรับวันนี้ก็ขอพูดเรื่อง "สรุปในการเจริญพระกรรมฐาน"
            ถ้าจะว่ากันก็ถือว่าเป็นการสอนกันในขั้นจบ เพราะว่าการศึกษาพระกรรมฐานของบรรดาท่านทั้งหลาย ถ้าจะสร้างแบบสร้างแผนกันเรื่อยไป ความจบในการสร้างแบบมันก็ไม่มี
            แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากว่าการศึกษาพระกรรมฐานเราต้องการตัด "อวิชชา" คือ ความโง่ แล้วก็สร้าง "วิชชา" ให้เกิดขึ้น
            ฉะนั้น การแนะนำในการนี้ จึงถือว่าเป็นการแนะนำขั้นสุดท้าย สำหรับเสียงตามสายที่ท่านเจ้าหน้าที่จัด เวลาหัวค่ำให้เปิดติดต่อกันไป คือในหมวดของพระกรรมฐานที่สร้างขึ้นมาใหม่ เป็นแบบหมวดผสม แล้วก็ต่อด้วยหมวดที่กล่าวต่อไปนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนขั้นต้นและจนกระทั่งถึงวาระจบ จะได้ฟังกันอยู่ในขอบเขตเป็นเครื่องพิจารณา
            ถ้าหากว่าเราจะเปิดกันทุกอย่าง นักปฏิบัติก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงจุดได้
            วันนี้จะให้ท่านรู้จักคำว่า "อวิชชา" และก็ "วิชชา" "อวิชชา" นี่ท่านแปลว่า ไม่รู้ และก็ขอโปรดทราบคำว่าไม่รู้ในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่าไม่รู้อะไรเสียทั้งหมด ความจริงคนและสัตว์เกิดมาย่อมมีความรู้ เช่น รู้หิว รู้ร้อน รู้กระหาย รู้จักพ่อ รู้จักแม่ รู้จักกิจการงาน รู้จักปวดอุจจาระ รู้จักปวดปัสสาวะ เป็นต้น เป็นอันว่าคนเรามีความรู้
            อวิชชา
            แต่ว่า…..สำหรับคำว่า "อวิชชา" ที่ว่าไม่รู้นี่ มีขอบเขตจำกัด คือว่าไม่รู้ที่สุดของความทุกข์ หมายความว่าไม่รู้จักหาเหตุที่ทำทางให้เกิดแห่งความทุกข์
            ท่านเรียงไว้อย่างนี้ คือ
            (1) ไม่รู้จักทุกข์
            (2) ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์
            (3) ไม่รู้จักความดับทุกข์
            (4) ไม่รู้จักทางให้ถึงความดับทุกข์
            (5) ไม่รู้จักอดีต
            (6) ไม่รู้จักอนาคต
            (7) ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต
            (8) ไม่รู้จักปฎิจจสมุปบาท
            นี่เป็นอันว่า อวิชชา ที่เรียกว่าไม่รู้นี่ มีขอบเขตถือตามนี้ รวมความว่าไม่รู้ทุกข์และก็ไม่รู้เหตุแห่งความดับทุกข์ นี่เป็นเรื่องสำคัญ
            วิชชา
            และสำหรับคำว่า "วิชชา" แปลว่า ความรู้ ในด้าน วิชชา ที่เรียกกันว่าความรู้นี้ ท่านเรียงไว้อย่างนี้คือ
            (1) วิปัสสนาญาณ ญาณอันนับเข้าในส่วนแห่งวิปัสสนา คือ การรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง นี่ วิชชา น่ะรู้ คือ ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง นี่ความรู้ชนิดหนึ่ง
            (2) รู้ มโนมยิทธิ คือ สามารถแสดงฤทธิ์ทางใจได้อย่างตามที่พวกเราปฏิบัติหรือประพฤติกัน
            (3) รู้ อิทธิวิธี สามารถแสดงฤทธิ์ได้
            (4) รู้วิชชาทำให้เกิด ทิพโสตญาณ คือ หูทิพย์
            (5) รู้ เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดให้รู้ใจคนอื่น
            (6) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถที่จะหาทางให้รู้การระลึกชาติได้
            (7) อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
            เป็นอันว่าความรู้ในด้านวิชชา 8 ประการนี้ ความสำคัญที่สุด คือ รู้จักทำ อาสวักขยญาณ ให้สิ้นไป คือ ทำกิเลสให้สิ้นไปนั่นเอง รวมความว่า วิชชา หรือ อวิชชา ท่านก็รู้แล้ว ขอย้อนอีกครั้งหนึ่ง อวิชชา นี่ที่ไม่รู้เพราะว่าไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักหาทางถึงความดับทุกข์ ไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ไม่รู้จัก ปฏิจจสมุปบาท
            วันนี้ต้องขอพูดถึง อวิชชา ก่อน เรื่อง อวิชชา คือ คำว่า อวิชชา ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุของความดับทุกข์ และก็ไม่รู้จักความดับทุกข์ คือ ไม่รู้เหตุด้วยและไม่รู้จักดับทุกข์ด้วย ตัวนี้สำคัญ
            เป็นอันว่าวันนี้อธิบายกันตอนนี้ ขอให้เราทั้งหลายพากันศึกษาเรื่องของ อวิชชา ให้เข้าใจ บางทีท่านทั้งหลายจะมีความเข้าใจว่าทำไมเรื่องของ อวิชชา มาพูดกันทำไม เป็นอันว่าถ้าท่านเข้าใจใน อวิชชา เสียแล้ว และก็สามารถทำ วิชชา ให้เกิดขึ้น อวิชชา แปลว่า ไม่รู้ คือแปลว่าโง่
            ถ้าสามารถทำ วิชชา คือ ความรู้ ได้แก่ความฉลาดให้เกิดขึ้น ความสุขมันก็มีกับใจ
            ไม่รู้จักทุกข์
            ทีนี้คำว่า "ไม่รู้จักทุกข์" ก็ได้แก่คนที่มีความประมาทในความเป็นอยู่ หรือว่ามีความประมาทในชีวิต คิดว่าเรายังไม่ตาย คิดว่าความเป็นอยู่ของเรามีความสุข คิดว่าเราไม่แก่ คิดว่าเราไม่ป่วย คิดว่าเราไม่จน รวมความว่าเป็นความคิดเห็นในด้านแห่งความผิด แต่เนื้อแท้จริง ๆ การทรงชีวิตอยู่ของเราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เรื่องนี้ท่านทั้งหลายศึกษากันมาพอแล้ว เพราะว่าแบบแผนมีมาก
            ฉะนั้น ต่อแต่นี้ไปการเปิดเสียงตามสายก็ขอให้ใช้วิชชาสรุป คือ ใช้กรรมฐานหมวดผสม แล้วก็ต่อด้วยสายนี้ เป็นอันว่าวนไปวนมากันเท่านี้ ถ้าใครเขามีความต้องการในความรู้อย่างอื่น ก็ให้หาทางศึกษากันเอา มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถทำจิตใจของเราให้บรรลุเข้าถึงมรรคผลได้ เพราะว่านักปฏิบัติที่ฟังแล้วจะไม่เกิดความเข้าใจ
            ต่อแต่นี้ก็จะมาขอพูดถึงว่า ทำไมจึงไม่รู้จักทุกข์ เพราะว่า ความจริงทุกข์มีอยู่ แต่คนมองไม่เห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์มีอยู่ แต่คนมองเห็นเหตุที่ให้เกิดทุกข์ถือว่าเป็นเหตุของความสุขแล้วก็ไม่รู้จักควานหาความดับทุกข์
            คำว่า ทุกข์ ในที่นี้ ถ้าเราจะใช้ปัญญาพิจารณากันสักเล็กน้อย เราก็จะทราบชัดว่า ความทุกข์ที่ปรากฏขึ้นกับเรามันมีอะไรบ้าง มานั่งหาความทุกข์กันสักนิดหนึ่ง คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราจริง ๆ นี่มันมีอยู่ทุกวัน
            ตอนเช้าตื่นขึ้นมามีความรู้สึกยังไง ถ้าไม่ชำระล้างหน้าแปรงฟัน มันสบายหรือไม่สบาย และก็บังเอิญมันตื่นขึ้นมาแล้วการปวดอุจจาระมันเกิดขึ้น ถ้าเราหาโอกาสในการถ่ายไม่ได้ ใจของเราจะเป็นสุขหรือว่าใจของเราจะเป็นทุกข์
            นี่เราไม่พูดกันถึงกาย กายนี้ถ้ามันไม่มีใจเสียอย่างเดียว มันก็ไม่มีความรู้สึก ความสุขหรือความทุกข์นี้มันอยู่ที่ใจ
            ถ้าหิวอาหารไม่ได้บริโภคอาหาร มันเป็นความสุขหรือความทุกข์ การประกอบกิจการงานทุกอย่างต้องใช้กำลังกาย ต้องใช้กำลังทรัพย์ ต้องใช้กำลังความคิด มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ การปฏิบัติงานทุกประเภท ต้องมีการกระทบกระทั่งในระหว่างบุคคลหรือมีความขัดข้องในกิจการงาน ซึ่งมันเป็นไปได้ไม่สะดวกนัก ไอ้ความไม่สะดวกของการงาน มันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ นั่งคิดดูให้ดี
            ไอ้คนร่ำรวยสุขหรือทุกข์ รวยมากระแวงอันตรายมาก รวยมากมีความวุ่นวายมากลืมจน เป็นอันว่าคนรวยนอนสะดุ้งอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะเกรงว่าอันตรายจะเกิดขึ้นจากบุคคลต้องการทรัพย์สิน ซึ่งเรามีข่าวอยู่เสมอ สองวันนี้ก็มีข่าวว่าจับคนเอาไปเรียกค่าไถ่
            และในโอกาสนี้น้ำท่วมมาก บางบ้านถึงกับหมดตัว บางบ้านน้ำท้วมถึงหลังคา ทรัพย์สินอะไรมันจะเหลือ บางคนก็ต้องลอยน้ำไปตายในน้ำ เพราะไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ สำหรับคนที่ยังไม่ตายก็มีแต่ความหิวโหย ตามข่าวที่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทหารเอาข้าวสารไปแจก คนมากกว่าข้าวสาร เข้าทำการยื้อแย่งข้าวสารกัน นี่เป็นอันว่าสิ่งทั้งหลายนี้มันเป็นเรื่องของโลก มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
            ถ้าบางทีสำหรับคนโง่ที่มี อวิชชา เข้าประจำใจ ก็จะคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่เกิดกับเรา เพราะอะไร เพราะว่ามันยังมาไม่ถึงเรา เราก็เลยคิดว่ามันจะมาไม่ถึงเรา เราก็ต้องคิดไว้ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าอาการอย่างนี้มันเกิดขึ้น มันจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และก็ช่วยกันนึกถึงตรงนี้ไว้ให้มาก นี่เป็นทุกข์ภายนอก
            สำหรับทุกข์ภายในที่ได้กล่าวว่า "เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความแก่ไปได้" คนแก่นี่มีความสุขหรือว่ามีความทุกข์ เรายังไม่แก่ เราอาจจะไม่มีความรู้สึก หรือว่าคนแก่หลาย ๆ คนก็อาจจะไม่มีความรู้สึกว่า ไอ้ความแก่นี่มันสุขหรือมันทุกข์ คนที่ยังแก่ไม่มากหรือว่ายังไม่แกอาจจะมองเหยียดหยามคนแก่ ว่าท่าทางของคนแก่นี่งก ๆ เงิ่น ๆ เป็นที่น่ารังเกียจ จะลุกจะเดินจะนั่งจะทำอะไรแต่ละอย่าง ก็รู้สึกว่าน่าเกลียดไปเสียทุกอย่าง ไม่มีอะไรดีเลย และอาการอย่างนี้มันเป็นความประมาทที่เรียกกันว่า อวิชชา ไม่ได้คิดว่าอาการอย่างนั้น สักวันหนึ่งข้างหน้ามันจะต้องมาพบกับเรา             ถ้าเรายังไม่แก่ก็ดูคนแก่ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง กิจการงานทุกอย่าง เขาไม่สามารถจะช่วยตนเองได้เหมือนเมื่อสมัยความเป็นหนุ่มเป็นสาว งานที่เคยคล่องตัว คนแก่ทำไม่ไหว ต้องหาคนอื่นเข้ามาช่วยทำ การที่จะไหว้วานคนอื่นเขามันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ เราก็ต้องถือว่ามันเป็นอาการของความทุกข์ ทั้งนี้เพราะอะไร ทุกข์ใจ กายน่ะมันทุกข์แน่ เพราะว่ากายเราทำไม่ไหวก็ไปวานคนอื่นเขา ถ้าบังเอิญคนอื่นเขาเกิดไม่ตามใจเรา ทั้งนี้มันจะเป็นอย่างไรล่ะ
            เราวานเขา สมมติว่าจะยกอะไรสักนิดหนึ่ง วานเขายกอะไรสักนิดหนึ่ง วานเขายก แต่เรื่องของเราต้องการความรีบด่วน แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวก่อนก็ได้ แล้วเขาก็เดินเลยไป ตอนนี้กำลังใจของเราจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันก็เริ่มเป็นทุกข์แล้ว แก่เป็นทุกข์
            ต่อมาท่านก็กล่าวว่า "การเกิดขึ้นมันก็ต้องมีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความป่วยไข้ไม่สบายไปได้" อาการป่วยไข้ไม่สบายนี่ ความจริงทุกคนมีมาทุกคน รู้จักป่วยมาตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ว่าจะมาเพิ่งรู้จักป่วยอีตอนที่เวลานี้อยู่ที่นี้ ความจริงเรารู้จักป่วยกันมานานตั้งแต่วันแรกเกิดมาความเสียดแทงมันก็เกิดอยู่ในครรภ์ของมารดามีความอบอุ่น มีไฟธาตุประคบประหงม ไม่ถูกต้องกับอากาศ เมื่ออกมาจากท้องแม่ใหม่ ๆ คลายความอบอุ่น ผิวกายต้องแสบ และต้องระทมไปด้วยอาการของความทุกข์ จึงเกิดอาการร้องจ้าขึ้นมา นี่เรารู้จักเจ็บป่วยแล้ว             ความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง
            คำว่า "โรค" ป่วยนี่ก็หมายความว่าโรค โรคนี่หมายถึง อาการเสียดแทง และจากนั้นมาเราก็มีโรคทุกอย่าง การป่วยไข้ไม่สบายแต่ละคราว มันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ นี่เป็นอันว่าทุกข์มันมีอยู่กับเราทุกวัน แต่ว่าเราไม่คิด
            โรคชนิดหนึ่งที่มีกับเราประจำวัน ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ชิฆัจฉา ปรมา โรคา"
            ขึ้นชื่อว่าความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง
            "โรค" ก็แปลว่า เสียดแทง
            คราวนี้ความหิวมันก็มีกับเราหรือเปล่า โรคหิวมันมีวันละหลายครั้ง ยังมีโรคปวดหัว ท้องอืด เสียดท้อง เจ็บโน่น ปวดนี่ ก็ไม่มีอะไรจะดีสักอย่าง
            นี่เป็นอันว่าการเกิดของเรา มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์มันมาจากไหน มาจาก "ขันธ์ 5" คือ ร่างกาย ถ้าไม่มีร่างกาย มันจะมีทุกข์มาจากไหน
            ต่อมาทุกข์สำคัญขั้นสุดท้ายก็คือ "ความตาย" คนทุกคนก็เดินเข้าหาความตาย
            แต่ผู้ที่มี อวิชชา คือ ความโง่ ไม่เคยคิดว่าจะตาย เห็นชาวบ้านเขาตายยอมรับนับถือว่าเขาตาย เผาชาวบ้านเขาได้ แต่ไม่เคยคิดว่าเราจะต้องถูกเผาบ้าง อาการอย่างนี้เป็นอาการของความโง่ หรือ เป็นอาการของความฉลาด อันนี้เราก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นอาการของความโง่ ไม่มีอาการของความฉลาด
            สำหรับคนที่ฉลาดเป็นยังไง คนที่ฉลาดมีความไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าถ้ายังเกิดอยู่อย่างนี้ เราก็หาความดีอะไรไม่ได้ ต้องหาทางตัดความเกิดเสีย คือ สามารถทำอาสวกิเลสที่ปรากฏในจิตให้สิ้นไป แต่ว่าการที่จะก้าวไปหาการทำกิเลสให้สิ้นไป ก็ต้องแบ่งออกเป็น 4 อย่าง นั่นก็คือ
            (1) สุขวิปัสสโก ทำอาสวกิเลสให้สิ้นไป โดยถือว่าไม่ต้องหาวิชชาอย่างอื่นเข้ามาช่วย
            (2) เตวิชโช มี วิชชาสาม
            (3) ฉฬภิญโญ มี อภิญญาหก
            (4)ปฏิสัมภิทัปปัตโต ทำ ปฏิสัมภิทาญาณ ให้เกิดขึ้น
            แต่ความมุ่งหมายจริง ๆ ก็คือ การทำกิเลสให้สิ้นไป สุดแท้แต่กำลังจิตของคน ถ้ากำลังจิตของคนมีความฉลาดจริง ๆ ใช้จิตฉลาดมีความสามารถในการใช้ปัญญา ก็ใช้ สุขวิปัสสโก นี่สะดวกสบายแต่ความฉลาดน้อยไป เราก็อาศัยอย่างอื่นเข้ามาช่วยผสม นั่นคือ วิชชา 8 คือ
            (1) วิปัสสนาญาณ พยายามฝึกฝนค้นคว้าหาความจริงด้วยกำลังของปัญญา เป็นคนรู้จักเหตุ รู้จักผล
            (2) ถ้ากำลังมันอ่อนไปก็ใช้ มโนมยิทธิ คือ มีฤทธิ์ทางใจ สามารถถอด อทิสสมานกาย คือ กายภายใน ท่องเที่ยวไปในภพต่าง ๆ ไปพิสูจน์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่านรกมีจริง เปรตมีจริง อสุรกายมีจริง พรหมมีจริง นิพพานมีจริง จริงน่ะมันมีจริงหรือไม่จริง เพื่อความมั่นใจของตัวเองก็ต้องสร้าง มโนมยิทธิให้เกิดขึ้น
            (3) สร้างฤทธิ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับตัว สามารถแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เหาะเหินเดินอากาศ ไปนรก ไปสวรรค์ได้เลย
            (4) สร้าง ทิพโสตญาณ หูทิพย์ สามารถฟังเสียงเทวดา เสียงพรหม เสียงสัตว์นรกได้ ได้ทุกเสียง
            (5) เจโตปริยญาณ ใช้วิชชาพิจารณาจิตตนหรือว่าจิตของบุคคลอื่น เพราะว่าไอ้จิตจริง ๆ ที่มันมีอะไรเข้ามาผสม เนื้อแท้ของจิตมันมีอะไรบ้าง ที่ความระยำมันเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไรเป็นเครื่องเสี้ยมสอน อะไรเป็นเครื่องหุ้มห่อ
            (6) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สร้างความรู้ระลึกชาติถอยหลังไปได้ เป็นการช่วยกำลังใจ ทั้งหมดนี้นะ ช่วยกำลังใจเพื่อทำให้กิเลสหมดไป
            (7) ทิพจักขุญาณ ทำตาทิพย์ คือ สามารถจะรู้เทวดา รู้สรรค์ รู้นรก รู้พรหม รู้นิพพานได้ การกระทำอย่างนี้ก็เพื่อสร้างกำลังใจ เพื่อสร้างความมั่นคงให้เข้าถึง
            (8) อาสวักขยญาณ อาสวักขยญาณ ก็หมายความว่า ทำกิเลสคือ ทำความชั่วของจิตให้หมดไป
            นี่เป็นอันว่าสำหรับวันนี้ ก็ขอแนะนำท่านทั้งหลายให้รู้เรื่องของ อวิชชา และก็ วิชชา ให้ทราบว่า อวิชชา ได้แก่อะไร ทวนกันอีกนิดก่อนจะหมดเวลา เหลือเวลาอีก 2 นาที
            อวิชชา ได้แก่
            (1) ไม่รู้จักทุกข์ นี่เพราะความโง่
            (2) ไม่รู้จักเหตุที่ให้เกิดทุกข์
            (3) ไม่รู้จักความดับทุกข์ แล้วก็
            (4) ไม่รู้จักทางถึงความดับทุกข์
            (5) ไม่รู้จักอดีต ว่าข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร
            (6) ไม่รู้จักอนาคต
            (7) ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต
            (8) ไม่รู้จัก ปฏิจจสมุปบาท คือหมายความว่าอะไรเกิดแล้ว ต่อไปอะไรเกิดขึ้น อย่างที่กล่าวว่า
            อวิชชาปัจจยา สังขารา สังขาระปัจจยา วิญญาณัง วิญญานะปัจจยา…. ตามลำดับ
            นี่สำหรับ วิชชา ก็มี 8 อย่าง เพื่อทำจิตใจให้สิ้นจากกิเลส คือ ว่าให้พ้นทุกข์ ถ้ากำลังใจอ่อนก็พยายาม
            (1) เจริญวิปัสสนาญาณ เอาจิตเขาไปยอมรับนับถือความเป็นจริง แล้วก็
            (2) ทำฤทธิ์ทางใจให้เกิดขึ้น ที่เรียกกันว่า มโนมยิทธิ ที่เราฝึกกัน
            (3) สร้างฤทธิ์ให้เกิดขึ้น
            (4) ทำหูให้เป็นทิพย์
            (5) สร้างกำลังใจสามารถรู้ใจตนและใจคนอื่น
            (6) พยายามสร้างวิชชาระลึกชาติได้ ถอยหลังไปตามหาความจริง
            (7) ทำตาทิพย์ให้เกิดขึ้น
            (8) ทำจิตให้พ้นจากอาสวะ
            เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย และพระโยคาวจรทั้งหลาย วันนี้เราก็เริ่มต้นขั้นสรุปของการเจริญพระกรรมฐาน หลังจากนี้ไปในวันต่อ ๆ ไป ก็จะได้นำหลักการแห่งการเจริญพระกรรมฐานในขั้นสรุป ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติสำหรับสำนักของเรา ที่ว่าการเปิดเสียงตามสาย ให้ใช้กรรมฐานบทใหม่และก็บทสรุปนี้ วนกันมาวนกันไปเพื่อความเข้าใจของนักปฏิบัติ
            เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาที่จะพูดกันก็หมดแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วทุกท่าน ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะเห็นว่าเวลานั้นสมควรแก่กาลเวลาของท่าน


 รวมคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ



ทานบารมีปฏิบัติ

                                                                         

ทานบารมีปฏิบัติ
            ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว
            ต่อนี้ไปขอท่านทั้งหลายตั้งใจสดับวิชาความรู้ในด้านการเจริญพระกรรมฐาน สำหรับวันนี้ก็จะขอพูดถึงเรื่อง ทาน ตามปกติ เมื่อคืนนี้ได้พูดถึงเรื่องทานมาเล็กน้อย หวังว่าบางท่านที่มีปัญญาดีและก็ได้มีความเข้าใจไปแล้ว แต่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ จึงจะขอย้ำเรื่องทานอีกสักหน่อยหนึ่ง
            เพราะว่า คำว่า ทาน ก็คือ การให้ ถ้าจะพูดกันตามแนวของสมถภาวนา ก็เรียกกันว่า จาคานุสสติกรรมฐาน สำหรับทานนี่ก็แบ่งเป็นหลายขั้นด้วยกันคือ
            (1) ทานบารมีต้น
            (2) ทานอุปบารมี
            (3) ทานปรมัตถบารมี
            ทีนี้การให้ทานเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข ถ้าเราจะพูดกันในด้านของหลักปฏิบัติ ว่าทำไมจึงต้องให้ทาน อันนี้ก็ขอบอกว่าเราต้องการความดับ ความดับในที่นี้ก็คือ พระนิพพาน
            นิพพาน หรือ นิพพะ ก็แปลว่า ดับ
            ถ้าจะถามว่าดับอะไร ก็ขอตอบว่าดับความทุกข์
            ท่านที่มีอารมณ์เข้าถึงพระนิพพาน ท่านผู้นั้นไม่มีอารมณ์ของความทุกข์ เพราะว่าเป็นผู้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา
            ที่เราต้องให้ทานกันก็เพราะว่าเราไม่ต้องการมีขันธ์ 5 เมื่อการมีขันธ์ 5 เป็นปัจจัยของความทุกข์ ที่เราต้องมีขันธ์ 5 กันก็เพราะว่าเราติดอยู่ในวัตถุ หมายความว่า เรายังมีความรู้สึกว่า สิ่งนั้นเป็นทรัพย์สินของเรา สิ่งนี้เป็นทรัพย์สินของเรา แล้วก็ธาตุ 4 ที่หุ้มห่อจิตอยู่ ที่เป็นเรือนร่างที่จิตไปอาศัย อันนี้เป็นเรา เป็นของเรา
            เป็นอันว่าเราเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเรา เป็นของเรา เมื่อเรามีความเข้าใจผิด มีความหลงผิดคิดอย่างนี้ ตัวเราก็ต้องเกิด ถ้าเราคิดว่าเรายังยึดเอาตัณหาเป็นที่ตั้ง เอาตัณหาเป็นสรณะ
            คำว่า ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยาก อยากมีทรัพย์สิน อยากร่ำรวย อยากจะเกิดใหม่เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี อยากจะเกิดใหม่ให้หน้าตาสวยกว่านี้ อยากจะเกิดใหม่ให้มีศักดิ์ศรีกว่าเดิม หมายความว่าเรายังติดอยู่ในความอยาก ความอยากเป็นปัจจัยให้เกิด
            ฉะนั้น การให้ทานเป็นการตัดความอยาก ถ้าตัดความอยากได้เข้ามาแล้วก็เป็นการตัดอารมณ์ที่ติดในขันธ์ 5
            การให้ทานในอันดับที่เราควรจะพิจารณา ถ้าจิตของเรายังคิดว่า การให้ทานครั้งนี้ เรายังมีหวังในการตอบแทนทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ คือ เราคิดว่าเราให้ทานกับเขาแล้ว เวลาที่เราอดอยาก มีความทุกข์เข็ญ บุคคลที่ได้รับทานจากจากเราคงอาจจะมีความเมตตาปราณีในเรา เขาจะสงเคราะห์เราให้เรามีความสุข ถ้ายังมีอารมณ์ติดอยู่อย่างนี้ก็ถือว่า ทานบารมี ของเรายังไม่เต็ม ยังหวังผลตอบแทนอันเป็นโลกีย์วิสัย
            หรือคิดว่าการให้ทานคราวนี้เราตายไปแล้ว เราจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ เป็นเทวดามีความสุข แล้วถ้าเกิดเราเป็นมนุษย์ เราอาศัยทานการบริจาคจะเป็นปัจจัยให้เรามีความร่ำรวยดีกว่าชาตินี้มาก เวลานี้เรามีฐานะพอกินพอใช้ เราหวังว่าถ้าเกิดไปชาติใหม่เราจะอุดมสมบูรณ์ ตัวอย่างมหาเศรษฐีทั้งหลาย ที่ปรากฏในพระสูตร ถ้าเราคิดอย่างนี้ จิตของเราก็ชื่อว่ายังไม่ถึงความเป็นอริยเจ้าขั้นสูงสุด ถ้าจะเป็นได้ก็แค่ขั้นพระโสดาบันเท่านั้น
                                                                                         โลกียทาน
            การให้ทานมีจิตผูกพันจริง ๆ อารมณ์ยังไม่รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะว่าใจไม่ได้รักพระนิพพานอย่างจริงจัง เราก็เป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ จัดว่าเป็น โลกียทาน
            แต่ทว่า โลกียทาน ก็เป็นปัจจัยให้เราดับทุกข์ไปได้มาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะการให้ทานย่อมเป็นที่รักของบุคคลผู้รับ การให้ทานนี้ไม่มีอะไรเสีย คือ หมายความว่าผู้ให้ย่อมได้ให้ ผู้รับย่อมได้รับ ผู้ให้ย่อมได้ความรักจากผู้รับ ก็ชื่อว่าเราดับทุกข์เบื้องต้นไปได้ อันดับหนึ่ง
            แต่ว่าทุกข์เบื้องต้นที่ว่าดับนี้ก็ดับไม่จริง แล้วคนผู้รับทานก็ไม่แน่นักว่าจะมีการขอบคุณผู้ให้ทานเสมอไป อย่างคนที่มีนิสัยอกตัญญู ไม่รู้คุณคนมีอยู่
            อย่างองค์สมเด็จพระบรมครูทรงมีความเมตตาใน พระเทวทัต แต่ทว่าพระพุทธเจ้าก็ถูก พระเทวทัต ทรมาน สร้างความทุกข์ให้เกิดตลอดเวลาทุกชาติทุกสมัย แต่ทว่าเพราะอาศัยปัจจัยในการให้ทานขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา หลังจากการตายจากชาตินั้นแล้ว พระองค์ก็เสวยวิมุตติสุข คือ ความสุขอันเป็นโลกีย์วิสัยดีกว่า พระเทวทัต มาก ยิ่งเกิดมากเท่าไหร่ ความสุขก็มีมากเท่านั้น ปัญญาก็มีมากขึ้น ทรัพย์สมบัติก็มีมากขึ้น อย่างนี้เป็น โลกียทาน ยังไม่ดีพอ
            ถ้าจะเขยิบขึ้นไปอีกนิดหนึ่งว่า การให้ทานนี้มันเป็นการสงเคราะห์ เราไม่หวังผลการตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่ต้องการความรักจากบุคคลผู้รับทาน และก็เราไม่หวังผลในการไปเกิดเป็นเทวดา เราไม่หวังผลในการไปเกิดเป็นมนุษย์ที่จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เราให้ทานด้วยความเมตตาปราณีในฐานะที่คนและสัตว์เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน จิตใจของเรานั้นมีความเบิกบานในการให้ทาน ให้ทานไปแล้วก็มีความชื่นใจ อารมณ์ใจส่วนหนึ่งก็นึกไว้เสมอว่า
            การให้ทานเป็นการสละวัตถุภายนอก เมื่อวัตถุภายนอกนี้มันเป็น อนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้
            ถ้าเรายึดถือมากเกินไป เป็นอารมณ์ของตัณหา มันก็เป็น ทุกขัง หมายความว่า ถ้าเราพลัดพรากจากมัน ความเสียใจ ความเสียดายจะเกิดขึ้น มันเป็นทุกข์
            และในที่สุดวัตถุก็ดี เราก็ดี วัตถุที่เราให้ทานก็ตาม ร่างกายประกอบไปด้วยธาตุ 4 ก็ดีมันเป็น อนัตตา จะเล็งเห็นได้ว่า เหตุ 2 ประการ
            กล่าวคือ ทาน ได้แก่วัตถุก็เป็น อนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้าติดแรงเกินไปก็เป็น ทุกขัง มีอารมณ์เป็นทุกข์ และเมื่อพลัดพรากจากมันแล้ว ในที่สุด อนัตตา มาถึงแล้วก็ดึงไว้ไม่ได้ อย่างนี้ที่เราตัดสินใจว่าเราให้ทานในครั้งนี้เราไม่หวังการเกิด คือเราจะไม่ติดในวัตถุภายนอกทั้งหมด ในเมื่อมีชีวิตเราจะหาเงินมาเพื่อกิจแห่งการเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวตามหน้าที่ แต่ทว่าชีวิตินทรีย์ในร่างกายสลายลงไปเมื่อไหร่ เรากับมันก็จากกันอย่างชนิดที่ว่าไม่มีอะไรเหลือ เยื่อใยซึ่งกันและกัน กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายคิดอย่างนี้นั้น ก็ชื่อว่าเป็นกำลังใจของพระอริยเจ้าเบื้องต้น นั่นก็คือเป็นกำลังใจของ พระโสดาบัน
                                                                                         ทานภายนอก-ทานภายใน
            ทีนี้สำหรับทานที่เราพูดถึงวัตถุมันเป็นทานภายนอก ก็เรียกว่า พาหิรกทาน เป็นทานภายนอกที่เราให้สักเท่าไรก็ตาม อันดับที่เราจะพึงให้ได้ ทานภายนอก เราจะพึงได้ผลก็ได้แค่พระโสดาบัน
            ทีนี้เราจะกล่าวกันต่อไปว่า ทำยังไงเราจึงจะให้ทานเป็นพระสกิทาคามีให้ได้ เป็นอันว่า ทานบารมี ตัวเดียวนี้ เราจะก้าวเข้าสู่พระนิพพานให้ได้อาศัยทานเป็นหลัก
            ทานที่จะเป็นหลักในการที่จะเป็นพระสกิทาคามี ก็ได้แก่ อัชฌัตติกทาน
            อัชฌัตติกทาน เขาเรียกว่า ทานภายใน ทานภายในนี้ไม่ได้อาศัยวัตถุ แต่ก็อย่าลืมนะ ถ้าเราไม่สะสมวัตถุ ยังมีความเสียดายอยู่ในวัตถุซึ่งเป็นทานภายนอก เป็นของภายนอก เราก็ไม่สามารถให้ทานภายในเรียกว่า อัชฌัตติกทาน ได้
            ฉะนั้น การบริจาคให้ทานภายนอก เราจะเห็นได้ว่าวิสัยของพระโสดาบัน ที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงห้ามพระว่า ถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็จงอย่าไปรบกวนพระอริยเจ้าชุดนี้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านที่เป็นพระโสดาบันพร้อมในการที่จะบริจาคในทานเพื่อเป็นการสงเคราะห์อยู่เสมอ
            นี่จะเห็นได้ว่า คนที่เป็น พระอริยเจ้า เขาไม่หวงแหนในทาน มีอารมณ์เปี่ยมในทานจัดเป็นกรรมฐานใน จาคานุสสติกรรมฐาน ถ้าการให้ทานของท่านผู้นั้น จิตใจปรารถนาพระนิพพาน และลองไปดูเรื่องศีล ศีลบริสุทธิ์ด้วย ทั้ง 2 ประการนี้จะช่วยให้ท่านผู้นั้นได้เข้าถึงความเป็น พระโสดาบัน
                                                                                         อภัยทาน
            ถ้าลำดับทานเข้าถึงการเป็น พระสกิทาคามี ตอนนี้ต้องประกอบทั้งทานภายนอกและทานภายใน ทานภัยในนี้ไม่ได้ใช้วัตถุ ได้แก่ อภัยทาน
            คือ พระสกิทาคามีนี้ระงับบรรเทาความโลภ บรรเทาความโกรธ และบรรเทาความหลง หมายความว่าความโลภของพระสกิทาคามีเบาเต็มที จิตที่เกาะอยู่ในวัตถุเกือบจะไม่มี จะมีแต่เพียงว่าเราอาศัยมันเป็นเพื่อยังชีพให้คงอยู่ เราจะตายไปเมื่อไหร่ก็ช่างเถอะ นี่เป็นทานภายนอก
            สำหรับทานภายในที่พระสกิทาคามีทรงได้นั่นก็คือ "อภัยทาน" หมายความว่า บุคคลผู้ใดก็ดี ที่ทำให้เป็นที่ไม่ถูกใจเรา เราไม่พอใจในเขา ในอากัปกิริยา ด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี แต่ทว่าอารมณ์ของเรานี้ประกอบไปด้วยปัญญา ที่มีความรู้สึกอยู่ว่าขันธ์ 5 มีสภาพไม่ทรงตัว ร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของเขาก็ดี มันเป็นแต่เพียงเปลือกภายนอก ที่ประกอบไปด้วยธาตุ 4 มีความสกปรกเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนใจ ไม่มีความหวังใด ๆ ที่เราจะคิดว่ามันเป็นปัจจัยเป็นสมบัติของความสุข ร่างกายเป็นเชื้อสายของความทุกข์ มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และก็มีความแปรปรวนในท่ามกลาง และมีการสลายตัวไปในที่สุด             เป็นอันว่ามันไม่มีอะไรเป็นที่จีรังยั่งยืน
            ฉะนั้น คนที่เขาทำให้เราไม่ชอบใจ เราก็มีความรู้สึกว่า ถ้าเราจะทำลายเขา เราจะจองล้างจองผลาญเขา เราจะกลั่นแกล้งเขา ก็ไม่มีอะไรเป็นผลแห่งความดี เพราะเขาเองเขาก็มีความทุกข์อยู่แล้ว ในเมื่อเขาทุกข์และเขาจะต้องตายในที่สุด เรื่องอะไรที่เราจะต้องไปนั่งโกรธเขา เขาเองก็อาศัยความโง่เขลาของเขาเป็นปัจจัย เขาจึงทำให้เราไม่ถูกใจ ถ้าเราให้อภัยในความผิด คิดว่าเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเขา อย่างนี้เรียกว่า อภัยทาน
            รวมความว่าสิ่งใดก็ตาม ใครก็ตาม ทำให้เราไม่ชอบใจ เราก็มีความรู้สึกแต่ว่านึกถึงการให้อภัยไว้เป็นปกติ ไม่ถือโทษโกรธเคือง โกรธทว่าไม่ผูกโกรธ อาการไม่ผูกโกรธของเราเป็นปัจจัยให้เขามีความสุข และเราเองก็มีความสุขถือว่าเป็นเรื่องของธรรมดา คนเราเกิดมานั้นจะดีทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อรู้ว่าเขาเลวเราก็ให้อภัยกับเขา
            แล้วก็มาเทียบกับร่างกายของเราว่า โอ…หนอ ที่เราต้องถูกเขากลั่นแกล้ง เขาด่า เขาว่า เขานินทา เขาทำร้าย ก็อาศัยที่ว่าเรามีร่างกายที่แสนสกปรก มีร่างกายที่มีสภาพที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีอาการทรงตัว ฉะนั้น ขันธ์ 5 ของเรานี่ไม่มีความหมาย ไม่ช้ามันก็พัง ไม่ช้ามันก็ทำลาย ความตายก็เข้ามาถึงมัน เมื่อมันตายแล้วเราก็ไม่ได้ตายไปด้วย มันไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุข เราไม่ได้ตาย มันตาย ถ้าเรายังมีความเยื่อใยในขันธ์ 5 อย่างนี้ เราก็ต้องเกิดอีก
            ฉะนั้น จงคิดดูว่าชีวิตินทรีย์ของเรายังพึงมีอยู่ เราก็ขอมีในชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 ที่ประกอบไปด้วยธาตุ 4 หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้ เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกอย่างนี้จะไม่มีสำหรับเรา เมื่อเวลาที่เราจะเคลื่อนไปจากร่างกาย เราอุทิศร่างกายนี้ให้เป็นทานแก่บรรดาหมู่นอนทั้งหลายที่มันจะกัดจะกิน มันจะทำอะไรกับร่างกายก็ช่าง เรากับมันห่างไกลกันแล้ว จิตใจของเราไม่โน้มไปที่จะมีความรักในกาย และจิตใจของเราเต็มไปด้วยการให้อภัยกับบุคคลผู้มีความผิด อย่างนี้เขาเรียกว่า อภัยทาน เป็นทานภายใน
            ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย น้อมรำลึกถึงการให้ทานด้วยประการแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์เรียกบุคคลนั้นว่าเป็น พระสกิทาคามี
            ฉะนั้น สำหรับการให้ทานอย่าลืมนะว่า
            จาคะ แปลว่า เสียสละ
            ถ้าเป็น ทานของพระอนาคามี จะเป็นอย่างไร
            พระอนาคามีพร้อมในการให้ทานที่เป็นวัตถุ และก็พร้อมในการให้ทานเป็น อภัยทาน นอกนั้นก็จัดทานอีกประเภทหนึ่ง คือ เป็นทานภายในโดยเฉพาะก็ได้แก่ การให้อภัยกับจิต คือ จิตที่คิดว่าจะผูกพันในร่างกายเราก็ดี ในร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี อารมณ์ประเภทนี้ไม่มี เรายกให้เป็นภาระหน้าที่ของตัณหา ยกให้เป็นภาระหน้าที่ของอุปาทาน
            และจิตใจนี้นั้นก็รู้ว่าความผูกพันในร่างกายเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี ไม่มีในจิตเรา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ามีความรังเกียจ มีความสะอิดสะเอียนในร่างกาย มองดูกายเราก็ดี มองดูกายของบุคคลอื่นก็ดี เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก และประกอบไปด้วยทุกข์
            ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
            ความหิว ความกระหายเป็นทุกข์
            ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์
            ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์
            ความตายเป็นทุกข์
            จิตใจไม่มีความสุขเพราะเราเมาในกาย ที่เต็มไปด้วยความสกปรก มองเห็นกายเรา มองเห็นกายคนอื่นมีสภาพเหมือนซากศพที่เคลื่อนที่ได้ เต็มไปด้วยน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ และในที่สุดก็พังสลายไปในที่สุด
            จิตของเราหมดความผูกพันในสิ่งโสโครกคือ ส้วมเคลื่อนที่ได้ ร่างกายนี่ก็เหม็นจะเปรียบกับส้วมก็ได้ จะเปรียบกับป่าช้าก็ได้ มีสภาพไม่ต่างกัน เพราะซากศพทั้งหลายเหล่านั้น มีสัตว์ต่าง ๆ มีหมู มีวัว มีควาย มีปลา มีเป็ด มีไก่ มีกุ้ง ที่เราไปฝังไว้ในร่างกายของเรา ร่างกายของเราก็มีสภาพเหมือนป่าช้า มันเข้าไปเน่าอยู่ภายในร่างกายเราก็ดี ร่างกายบุคคลอื่นก็ดี จะมีอะไรเป็นที่ปรารถนา สิ่งที่มันหลั่งไหลออกมานั่นคือ ของสกปรกที่มีอยู่ในร่างกาย
            สำหรับกำลังใจอีกส่วนหนึ่งในด้านความโกรธ นอกจากจะให้ อภัยทาน อย่างพระสกิทาคามีแล้ว เราก็ตัดกำลังใจว่า ขึ้นชื่อว่าการกระทบ กระทั่งกำลังใจที่ไม่ชอบใจ ไม่มีสำหรับเรา มีจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ก็เพราะว่าคนที่เกิดมานี่ยังมีความโง่ เพราะอาศัยความโง่เป็นกำลัง มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน ท่วมทับหัวใจ เขาจึงสร้างความชั่ว             แต่สำหรับเราจะไม่ยอมตัวให้ชั่วแบบนี้ คือ เราจะน้อมใจไปในความสุข คือ ไม่ติดอยู่ใน กามฉันทะ ทั้ง 5 ประเภท แล้ว อารมณ์ใจของเรานั้นวางแนบสนิทติดอยู่กับธรรมะ มีการคิดให้อภัยอยู่เสมอ ใครจะด่า จะว่า จะนินทาว่าร้าย จะแกล้งประการใด ใจมีความสุข คิดว่านี่มันเป็นธรรมดาของความโง่ที่เราเกิดมามีร่างกาย กำลังใจดีมีความสบายไม่สะทกสะท้านในการนินทาว่าร้ายหรือกลั่นแกล้ง อันนี้เป็น อารมณ์ของพระอนาคามี
            ฉะนั้น จาคะ คือ การบริจาคทานในคราวนี้เรียกว่า จาคานุสสติกรรมฐาน อันเป็นทานใหญ่ คือ ให้ใหญ่ที่สุด คือ คิดว่าถึงสภาวะร่างกายที่เป็นมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยธาตุ 4 คือ ร่างกายนี้มันเป็นภัยใหญ่ ทุกข์ใด ๆ ที่มันมีขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยร่างกายเป็นเหตุ
            ฉะนั้น องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ให้ปลดเปลื้องร่างกายเสีย คือ ความรู้สึกในการต้องการร่างกายของเราก็ดี ความรู้สึกในการต้องการร่างกายของคนอื่น หรือ สัตว์นอกจากเราก็ดี ความพอใจในวัตถุต่าง ๆ ที่เรายึดเป็นที่พึ่งที่อาศัยก็ดี ตอนนี้ตัดหมดสิ้นไปจากกำลังใจ เพราะเห็นว่าร่างกายเป็นปัจจัยของความทุกข์ รู้ว่าทุกข์นั้นมันมาเพราะร่างกายเป็นสำคัญ ทั้งนี้ก้เพราะว่าร่างกายที่มีขึ้นมาได้นั้นเพราะอาศัยตัณหาเป็นต้นเหตุ
            เราเห็นแล้วว่าองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณ แนะนำให้พวกเราทั้งหลายปล่อยกายเสียที่เรียกกันว่า สักกายทิฏฐิ จิตมีอารมณ์คิดอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ที่เข้ามาประชุมกัน มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา ความโง่ที่คิดว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา ไม่มีในจิต เพราะถ้าจิตเข้ามาถึงตอนนี้ เราก็คิดอุทิศว่าอะไรจะมากระทบกระทั่งกายก็ดี หรือ ทางใจก็ดี เราไม่ยอมรับ เรายกให้เป็นกฎของธรรมดา เพราะการเกิดมาต้องเป็นอย่างนั้น
            ถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านคิดอย่างนี้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่าท่านผู้นั้นเป็น พระอรหันต์
            เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน อาศัย ทานบารมี เรากล่าวกันมา 2 วัน เมื่อวันก่อนน้อยหน่อยหนึ่ง วันนี้เวลาหมดพอดี แต่ความจริงถ้าจะพูดถึงทานนี้อีกสักสามร้อยวันมันก็ไม่จบ แต่เห็นว่าบรรดาท่านสาวกขององค์สมเด็จพระนราสภ มีตำรา มีเทป เป็นเครื่องศึกษา และศึกษากันมามาก คงจะมีความเข้าใจในธรรมะขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ตรัสมา หวังว่าเพราะอาศัย ทานบารมี อย่างเดียว หากว่าท่านทั้งหลายมีความฉลาด ก็จะเข้าถึงพระนิพพานได้ตามพระประสงค์ขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ
            เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เวลาที่พูดกันเลยไปหน่อยแล้ว ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้เรื่องทาน
            ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ตั้งกายให้ตรง คำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเก็นว่าสมควรจะเลิก


 รวมคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ศีลบารมีปฏิบัติ


                                                                               

ศีลบารมีปฏิบัติ
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีลและสมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อไปขอให้ท่านทั้งหลายรวบรวมกำลังใจของท่าน ตั้งใสดับการศึกษาใน บารมี 10 เพราะว่า บารมี 10 นี้ มีความสำคัญมาก
            ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเจริญพระกรรมฐานมาสักกี่แสนปีแล้วก็ตาม ถ้าหากว่า บารมี 10 ของท่านยังไม่ครบถ้วน คำว่า พระอริยเจ้า ย่อมไม่มีกับท่าน
            ในที่นี้ก็จะต้องเข้าใจคำว่า บารมี เสียก่อน
            คำว่า บารมี นี่ หมายถึง กำลังใจ หมายความว่าท่านทั้งหลาย ต้องมีกำลังใจทรงความดีทั้ง 10 ประการไว้ในใจครบถ้วนทุกอย่างไม่บกพร่อง
            คำว่า ทรงความดี นี่ไม่ได้หมายความว่าจำได้ ต้องทำได้ให้จิตทรงอารมณ์เป็นปกติ
            ขอทบทวนอีกนิดหนึ่ง บารมี 10 ประการก็คือ
            (1) ทานบารมี ได้แก่ การให้ทาน
            (2) ศีลบารมี คือ การทรงศีลให้บริสุทธิ์
            (3) เนกขัมมบารมี คือ การถือบวช
            (4) ปัญญาบารมี คือ ทรงปัญญารู้เท่าทันตามสภาวะตามความเป็นจริงคือ อริยสัจ 4
            (5) วิริยบารมี คือ มีความเพียรไม่ท้อถอย
            (6) ขันติบารมี คือ มีความอดทน
            (7) สัจจบารมี คือ มีความจริงใจ
            (8) อธิษฐานบารมี คือ มีความตั้งใจ
            (9) เมตตาบารมี คือ มีจิตใจเมตตาปรานี มีความรักในคนและและสัตว์เป็นปกติ
            (10) อุเบกขาบารมี ได้แก่ การวางเฉย
            โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดจบก็คือ อุเบกขาบารมี อุเบกขาบารมี ในที่นี้ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณ
            สำหรับ ทานบารมี ได้พูดกับบรรดาท่านทั้งหลายมาแล้ว หวังว่าท่านทั้งหลายคงเข้าใจพอ ได้โปรดทราบนะ คำพูดทุกอย่างที่ผม พูดไปทุกคำ ผมถือว่าพวกท่านเข้าใจดีพอ และก็ทำได้ด้วย เพราะว่าถ้าหากว่าเราทำไม่ได้ เราก็จะอยู่ในเขตของพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์อะไร
             เพราะในเขตของพระพุทธศาสนานั้นต้องการคนดี ไม่ต้องการคนเลว คำว่าดีในพระพุทธศาสนาคือ ต้องทรง บารมี 10 ครบถ้วน
            สำหรับวันนี้จะพูดถึง ศีลบารมี
            คำว่า ศีล แปลว่า ปกติ
            ถ้าเราเป็นฆราวาส ถ้าหากว่าเป็นฆราวาสปกติของปุถุชนก็ดี หมายถึงเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ผู้เข้าถึงไตรสรณาคมน์
             กัลยาณชน หมายถึง ผู้ทรงฌาน
             อริยชน 2 ขั้น หมายถึง พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี อย่างนี้ต้องมีศีล 5 เป็นปกติ
            โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระโสดาบันกับพระสกิทาคามีต้องทรงศีล 5 เป็นปกติ จึงจะชื่อว่าพระโสดาบันกับสกิทาคามี
            สำหรับอารมณ์อารมณ์จิตถ้าเข้าถึงพระอนาคามี ตอนที่เข้าถึงพระอนาคามีนี่จะมีศีล 8 เป็นปกติ เพราะว่าพระอนาคามีเป็นผู้ตัด กามฉันทะ กับ ปฏิฆะ อารมณ์แห่งกามารมณ์ย่อมไม่มีในพระอริยเจ้าระยะนี้ คือ ว่าพระอนาคามี
            สำหรับพระอรหันต์ก็ไม่ต้องพูดกัน
            สำหรับพระภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน ภิกษุสามเณรมีศีลคงที่ แต่มีจิตดีขึ้นเพราะทรงศีลบริสุทธิ์
            เป็นอันว่า ศีล แปลว่า ปกติ หมายความว่าคนทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ถ้าไม่ต้องการขาดทุน หมายถึงว่าเราเกิดมาเป็นคนแล้ว ถ้าตายจากคนกลับไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือว่าไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเกิดเป็นคนแต่มีสภาวะเท่าเดิม อย่างนี้ถือว่าเราขาดทุน
            ฉะนั้น ปกติของคนจะต้องปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์ ถ้าจะมาเกิดเป็นคนอีกก็ต้องเกิดเป็นคนดีกว่านี้ คำว่าดีกว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องมีโภคะมากไปกว่านี้
            แต่เนื้อแท้จริง ๆ ถ้าปฏิบัติในศีลบริสุทธิ์จะต้องมีโภคสมบัติดีกว่านี้ มีรูปร่างหน้าตาสวยกว่านี้ และต้องมีทุกสิ่งทุกอย่างดีกว่าทั้งหมดคือ
            (1) มีอายุยืนยาวตลอดอายุขัย ไม่ป่วยไข้ไม่สบาย และก็ไม่ตายก่อนอายุขัย
            (2) มีทรัพย์สินสมบูรณ์บริบูรณ์ ทรัพย์สินทุกอย่างจะไม่มีอันตรายจากไฟไหม้ จากน้ำท่วม จากลมพัด จากโจรผู้ร้าย
            (3) คนในปกครองจะอยู่อยู่ด้วยดี ไม่มีใครดื้อด้าน อยู่ในโอวาททุกอย่าง
            (4) วาจาศักดิ์สิทธิ์ วาจาหอมหวนเป็นที่ปรารถนาในการรับฟังของคนดีทั่วไป อย่าลืมนะผมพูดว่าสำหรับคนดีทั่วไป สำหรับคนเลวไม่ต้องไปคำนึงถึง คนเลวเราจะพูดดีขนาดไหนมันก็เลวขนาดนั้น อย่าไปสนใจ
            (5) แล้วก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีกว่านี้
            นี่หมายถึงว่าถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์
            ทีนี้มาว่ากันถึง ศีลบารมี ความจริงมี ศีลบารมี ข้อเดียวก็จะไปนิพพานได้ ถ้าเราฉลาดเหมือนกับที่ผมพูดมาแล้วใน ทานบารมี ถ้าเรามี ทานบารมี เคร่งครัดเราก็จะไปนิพพานได้ ทีนี้ขึ้นชื่อว่าบารมีอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราจะสร้างให้ครบถ้วนจริง ๆ ต้องอาศัยบารมีอีก 9 อย่างเข้ารวมตัวกัน
            แต่ว่าเรื่องนี้ผมพูดไว้แล้วใน บารมี 10 แต่นี่เรามาพูดกันถึงด้านปฏิบัติ ด้านปฏิบัติจำต้องพูดกันละเอียดสักหน่อย เพราะถือว่าการสอนพระกรรมฐานชุดนี้ เป็นกรรมฐานชุดสุดท้าย
            ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการสอน บารมี 10 ก็หมายถึงว่าการสอนให้ท่านเป็น พระอริยเจ้า กันนั้นเอง
            และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมรู้ตัวผมดีว่า ผมคงไม่มีเวลามานั่งพูดให้ท่านฟังอีกนานนัก เพราะเวลานี้ร่างกายมันกรอบเต็มทนแล้ว ภารกิจก็มาก ขันธ์ 5 ก็เสื่อมโทรมนัก อายุขัยมันก็ใกล้จะหมด
            ฉะนั้น การสอน บารมี 10 ขอท่านทั้งหลายได้ทราบว่า ผมสอนเทกระเป๋า
            ทั้งนี้หมายความว่า ผมจะตายหรือไม่ตายก็ตาม ถือว่าเป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในการปฏิบัติของท่านทั้งหลาย
            ในการปฏิบัติ บารมี 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อศีล เราจะต้องเทียบกันเป็น 2 ระยะเหมือนกันว่า บารมีต้น หรือ ปรมัตถบารมี
            ก่อนที่เราจะนึกถึงศีลว่า ทำไมเราจะต้องปฏิบัติในศีลนั้นด้วย
            การเจริญบารมีเขาคิดกันอย่างนี้นะว่า ทำไมเราจึงต้องมีศีล คนอื่นที่เขาบกพร่องในศีล เขาร่ำรวยเยอะถมไป
            บางคนที่บกพร่องในศีล เขาเป็นคนมีอำนาจวาสนาบารมี มียศศักดิ์ใหญ่โตก็เยอะถมไป คนที่บกพร่องในศีลอาจจะมีอำนาจวาสนามาก ปกครองคนทั้งประเทศก็ถมไป
            แต่ว่าเราเป็นคนดีศีลกลับมีอะไรไม่ดีเท่าเขา
            ถ้าคิดอย่างนี้ละก็ขอประทานอภัย โปรดตั้งใจเตรียมตัวไว้ว่าท่านต้องการนรกขุมไหน เตรียมตัวว่าตายคราวนี้เราไปนรกแน่ ๆ
             การปฏิบัติ บารมี 10 เราไม่ได้ปรารภโลกธรรม คือ
             - ไม่ได้ต้องการยศ
             - ไม่ต้องการความร่ำรวย
             - ไม่ต้องการมีอำนาจวาสนาในทางโลกีย์วิสัย
             - เราปฏิบัติในศีลต้องการความบริสุทธิ์ของใจ
            นี่คำว่า ศีล ท่านย่อมรู้กันแล้วก็มานั่งดูทีว่า ทำไมคนเราจึงต้องมีศีล ศีลเป็นคุณหรือเป็นโทษ ต้องใช้ปัญญาพิจารณากันหน่อยหรือว่าต้องใช้ปัญญานำหน้าสัญญา
            คำว่า สัญญา คือ ความจำ
             ปัญญา คือ ความคิด
            ต้องใช้ปัญญานำหน้าสัญญา ปัญญานั้นความจริงมันนำอยู่แล้ว แสดงว่าสัญญาจะทรงความดีไว้ได้จะต้องมีปัญญาเป็นตัวนำ เราก็มานั่งใคร่ครวญเรื่องศีล โดยเฉพาะศีล 5 หรือ ศีล 8 สำหรับศีล 10 หรือ ศีล 227 จะไม่พูดถึง เพราะพระก็ดี เณรก็ดี ถ้าเณรทรงศีล 10 ไม่ครบ พระทรงศีล 227 ไม่ครบ เขาไม่เรียกพระ เขาไม่เรียกเณร เขาเรียก เถน
            ในที่นี้สะกด เถน แปลว่า หัวขโมย คือ ขโมยเอาเพศของพระมาใช้ ขโมยเอาเพศของเณรมาใช้
            เป็นอันว่าทุกท่านที่มีศีลไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้นี้เรียกว่า มนุสสเปโต หรือ มนุสสติรัจฉาโน หมายความว่าร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเปรต ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตายจากความเป็นมนุษย์ ก็เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน
            สำหรับพระเณรต้องทรงศีลบริสุทธิ์อยู่แล้วผมจะไม่ปรารภถึง จะวัดศีลสำหรับฆราวาส และพระเณรก็ต้องดูด้วยนะว่าท่านทั้งหลายที่บวชอยู่นี้ มีศีล 5 บริสุทธิ์หรือเปล่า
            ที่ผมพบมา 90 เปอร์เซ็นต์ ในบรรดาพระเณรที่พบ ประกาศตนว่าเป็นคนมีศีล 227 แต่ว่าเนื้อแท้จริง ๆ ศีล 5 ไม่ครบ ถ้าศีล 5 ไม่ครบจะมีศีล 227 ได้อย่างไร ก็ถ้าใครไปไหว้คนประเภทนี้ก็ถือว่าไหว้สัตว์นรก ไหว้เปรต ไหว้อสุรกาย ไหว้สัตว์เดรัจฉานนั่นเอง เพราะท่านผู้นั้นตายจากความเป็นคน ไม่มีโอกาสจะได้เกิดเป็นคน ไปตั้งต้นมาจากนรกใหม่
            ตอนนี้ก็มาพูดกัน ปรึกษาหารือกัน ว่าศีลมีความสำคัญอย่างไร มาพูดกันถึงศีล 5 และศีล 8 เสียก่อน ต้องใช้ปัญญาพิจารณาด้วยไม่ใช่ว่าจะไปนั่งภาวนาว่า สีลัง สีลัง สีลัง อย่างนี้มันเป็นนกแก้วนกขุนทอง เพราะพูดตามที่เขาพูด แต่ไม่ใช่ภาษาเขา เขาไม่รู้เรื่องบอกให้เขาเรียก พ่อจ๋า แม่จ๋า นกแก้วนกขุนทองก็เรียก พ่อจ๋า แม่จ๋า ขอข้าวกินหน่อย แกก็พูดขอข้าวกินทั้งวัน ทั้ง ๆ ที่แกไม่หิว เพราะว่าเขาสอนอย่างนั้น
            นักปฏิบัติและนักบวชในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน ถ้าไปนั่งจำแต่ชื่อของศีลหรือนั่งภาวนาแต่ชื่อของศีล มันอาจจะมีผลเป็นฌานสมาบัติได้เหมือนกัน
            แต่ทว่าถ้าศีลบกพร่อง ฌานสมาบัติมันก็ไม่มี สมาธิเล็กน้อยมันก็ไม่เกิด
                                                                                         วิปฏิสาร
            นี่ก่อนที่เราจะมาทรงศีลกัน เราจะต้องรู้จักศีลเสียก่อน
            สำหรับภิกษุสามเณร ถ้าหากเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ท่านบอกว่า ทุกคนจะปราศจาก วิปฏิสาร คือ ความเดือดร้อน พระเณรที่มีความยุ่ง ๆ ขาดการเคารพนับถือของบรรดาประชาชนทั้งหลาย ก็เพราะว่าเป็นพระเป็นเณรที่ขาดศีลนั่นเอง เป็นชั้นเลวที่สุด พระเณรที่ไม่มีศีลบริสุทธิ์ เขาถือว่าเป็นพระเป็นเณรที่เลวที่สุด ไม่ใช่เป็นพระเป็นเณรที่ดีที่สุด
            ท่านที่มีศีลบริสุทธิ์จงคิดว่าเรายังเลวมากเกินไป เพราะความดีของเราทรงไว้ได้แค่กามาวจรสวรรค์เท่านั้น ศีล 10 ก็ดี ศีล 227 ก็ดี ศีล 5 ก็ดี ศีล 8 ก็ดี มันก็เหมือนกัน แต่ถ้าหากว่าถ้าดีไปกว่านั้น จิตทรงศีลบริสุทธิ์ไม่ใช่ไปนั่งภาวนาว่า สีลัง ศีลทุกสิกขาบท ทรงอารมณ์จิตบริสุทธิ์ จิตรักษาไว้ได้บริสุทธิ์โดยไม่ละเมิดศีลด้วยเจตนา ในจิตเราคำนึงนึกอยู่เสมอว่า เราจะทรงศีลให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าชีวิต จิตคิดถึงศีลเป็นปกติอย่างนี้ จัดเป็นฌานใน สีลานุสสติกรรมฐาน อย่างนี้เป็นพรหมได้
            แต่สำหรับ ศีลบารมี ในที่นี้ ไม่ต้องการได้กามาวจรสวรรค์แล้วก็ไม่ได้หมายให้ต้องการพรหมโลก ที่ศึกษา ศีลบารมี เพื่อต้องการเป็น พระอริยเจ้า คือ พระอรหันต์
            ฉะนั้น ก่อนที่เราจะนั่งปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ ก็ต้องดูผลของศีลว่า ถ้าเราปฏิบัติศีลไม่บริสุทธิ์มันมีความสุขหรือมีความทุกข์ เขาเอาดีกันตรงนี้ ไม่ใช่ไปนั่งเอาดีอวดศีลกัน
            ถ้าบวชมาแล้วก็คุยบอกว่าฉันมีศีล 227 ดีไม่ดีแค่ศีล 5 ก็ยังไม่ครบ ในเมื่อศีล 5 ไม่ครบจะเอาอะไรมาเป็นศีล 227
                                                                                         ปาณาติปาตาเวรมณี
            ตอนนี้เรามานั่งมองศีล สำหรับพระทุกสิกขาบทอย่าเคลื่อน เรามาดูศีล 5 กันก่อน ศีล 5 ท่านว่า
             ปาณาติปาตาเวรมณี เราจะงดเว้นฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และเบียดเบียนสัตว์ให้ได้รับความลำบาก
            มานั่งนึกดูว่าพระพุทธเจ้าทำไมบอกอย่างนี้ ที่การไม่ให้เบียดเบียนซึ่งกันและกันมันเป็นผลของความสุข มันก็ไม่ยาก คนที่มีศีลข้อนี้ต้องมีเมตตานำหน้า
             เมตตา คือ ความรัก
             กรุณา ความสงสาร
             มุทิตา มีจิตใจอ่อนโยน
             อุเบกขา มีอารมณ์วางเฉย
            นั่น หมายความว่า เราเห็นสัตว์ที่ควรจะฆ่าได้เราก็ไม่ฆ่าเพราะความรัก
            เราจะประทุษร้ายก็ไม่ประทุษร้ายเพราะความสงสาร
            ไอ้เราจะไม่ฆ่าเขา เราจะไม่ทำร้ายเขา ด้วยอารมณ์ของเราไม่มีความอิจฉาริษยาใคร เห็นเขาได้ดีเราก็ไม่อิจฉาเขา เรายินดีกับความดี
            ถ้าเขาทำเป็นที่ไม่ถูกใจเราก็เฉย คิดว่าเขาจะชั่วก็ให้ชั่วแต่ตัวของเขา เราไม่ชั่วด้วย
            อันนี้เป็นอารมณ์ของปัญญา อารมณ์ของปัญญาต้องไปล้วงเอาเมตตาความรัก กรุณาความสงสารเข้ามาควบศีลจึงจะปรากฏ คือ ในศีลข้อที่ 1 คือ ทุกข้อนั่นแหละ ศีลทุกข้อจะต้องมี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วน จึงจะมีศีลบริสุทธิ์ นี่เราว่าใน ศีลบารมี เพื่อความเป็นพระอรหันต์
            ทีนี้ก็มาถึงศีลข้อที่ 1 ถ้าเราละเมิดล่ะจะเป็นอย่างไร
            ถ้าเราปราศจากความเมตตาปราณี เป็นคนใจร้ายประทุษร้ายเขา อยากจะฆ่าเขา ถ้าเราทำกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ มันก็จะต้องหมายถึงเรารอผลชาติหน้า หรือว่าฆ่าสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ มันก็ต้องรอผลชาติหน้า
            แต่ผลของชาตินี้ที่เรามองไม่เห็นก็คือ ความเลวของจิต มีอารมณ์อำมหิต มีความโหดร้าย เรามองกันไม่ค่อยเห็น เราจะมองเห็นกันได้แต่เฉพาะที่ต้องทำกับสัตว์ที่สนองเราได้ นั่นหมายความว่า เราจะต้องพบกับคู่ต่อสู้ของเรา
            ทีนี้เราก็ลองมาทำกับคนบ้าง ทีแรกเราก็มีความเมตตา เรามีความรัก เจอะหน้าใครเราก็ยิ้มแย้มแจ่มใสยกมือไหว้ มันของไม่ยากความดี เราอยากจะให้คนไหว้เราไม่ยาก
            เรายกมือไหว้เขา เขาก็ยกมือไหว้เรา
            ยิ้มให้เขา เขาก็ยิ้มให้เรา
            พูดวาจาไพเราะให้เขา เขาก็พูดวาจาไพเราะให้เรา
            เป็นอันว่าถ้าหากว่าเราทำตามนั้น ลองนึกดู สำหรับตัวเรา ถ้าเขามาทำกับเราอย่างนั้น จิตใจของเราจะมีความรู้สึกยังไง เจอหน้าคน คนไหว้ เจอหน้าคน เขายิ้มให้ เจอหน้าคน เขาพูดจาอ่อนหวาน จิตใจของเรามีความสุขหรือจิตใจของเราจะมีความทุกข์ ตอนนี้ต้องใช้ปัญญาพิจารณาดูให้ดี
            มาดูอีกตอนหนึ่ง มาดูลักษณะตรงข้าม ถ้าเราเจอหน้าใคร ใครเขาด่าเรา พบหน้าเขา เขาก็ชกหน้าเรา เป็นอันว่าเราจะมีความรู้สึกอย่างไร ถ้าเขาด่าเรา ถ้าเรากำลังใจไม่ดีพอ ถ้าไม่ถึงอนาคามีเราก็ไม่ชอบใจ
            แต่ถ้าเขามาตีเรา มาชกหน้าเรา มาทำร้ายเรา เราก็ไม่ชอบใจเหมือนกัน อารมณ์ประเภทนั้นมันเป็นอารมณ์ของความสุข หรืออารมณ์ของความทุกข์
            เราก็จะมองเห็นว่าแม้แต่ศีลข้อที่ 1 ถ้าเราละเมิดมันก็จะพบความทุกข์อย่างมหันต์
            แล้วทีนี้เราจะทำอย่างไรต่อไป เราควรจะเป็นคนมีศีลหรือคนไม่มีศีล
            เจอะหน้ากันยิ้มเข้าหากันดี หรือบึ้งเข้าหากัน
            เจอหน้ากันพูดดีเข้าหากัน หรือว่าด่ากันดี
            เจอหน้ากันต่างคนต่างอ่อนน้อมแสดงความเคารพซึ่งกันและกันดี หรือว่าชกหน้ากันดี
            ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านก็จะต้องตอบว่าพบหน้ากันยิ้มเข้าหากันนั่นแหละดี หรือว่ามีการอ่อนน้อมซึ่งกันและกันนั่นแหละดี พูดจาอ่อนหวานซึ่งกันและกันนั่นแหละดี นี่เราก็มองเห็นชัด ๆ ถ้าเรามีศีลแล้วอารมณ์ใจก็จะเป็นความสุข
            ศีลจะมาจากไหนได้ต้องไปหาเหตุ การสร้างความดีในพุทธศาสนาต้องมีเหตุและมีผล ไม่ใช่ว่ามานั่ง ๆ อยู่จะรู้สึกว่ามีศีล ฉะนั้น ตอนเย็นจะให้เปิดพระวินัยให้ฟังกันอยู่เสมอ สำหรับพระจะได้เข้าใจในเรื่องการปฏิบัติ
            ฉะนั้น ขอท่านผู้ใช้ขยายเสียงตามสาย ตอนเย็นทุกเย็นจะต้องใช้ระเบียบและวินัยทุกวัน อย่าเว้น ที่จะให้ฟังอย่างเดิม ไม่ได้หมายต้องการให้เบื่อ เปิดให้ฟังอยู่เสมอก็ไม่แน่ว่าท่านจะปฏิบัติได้ครบถ้วน
            ถ้ายังอยู่วัดนี้ปฏิบัติวินัยไม่ครบ ก็วงเล็บไว้ได้ว่าตายลงอเวจี
            วันนี้ว่ากันถึงศีลข้อที่ 1 มันก็ไม่จบ เรามาดูเหตุดูผลว่าการปฏิบัติศีลนี่ดี ดีกว่าละเมิดศีล
            แล้วทำไมจึงต้องปฏิบัติในศีล มันก็ต้องมานั่งคิดดูว่าชีวิตเราที่เกิดมานี้ ว่ามันจะทรงตัวอยู่ตลอดกาลตลอดสมัยไหม นั่งมองหาความจริงว่าคนที่เขาเกิดมาก่อนเราจะตายไปบ้างมีหรือเปล่า คนเกิดทีหลังเราตายไปมีบ้างหรือเปล่า ก็ต้องทราบว่ามี


 รวมคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ทุกขสัจ


                                                                         

ทุกขสัจ (วันที่ 3 พฤษภาคม 2521)
            ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว
            ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านตั้งใจสงบจิต มีความสำรวมใจ คิดไว้ว่าสำหรับวันนี้หรือเวลานี้เราตั้งใจจะประกอบความดีเพื่อความพ้นทุกข์ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ท่านกล่าวว่า
             ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
             ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
             มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์
             โสกปริเทวทุกขทมนัสสุปยาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ การพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ เป็นต้น
            เป็นอันว่า สภาพที่เราเกิดขึ้นนี้ไม่มีอะไรดี มันมีแต่ความทุกข์
            ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะความเกิดเป็นเบื้องต้น ขณะที่เกิดมามันก็มีทุกข์ อยู่ในครรภ์ของมารดามันก็มีทุกข์
             เราทุกข์มาตั้งแต่วันเกิด
            การที่อยู่ในครรภ์ของมารดาเป็นทุกข์ก็ลองคิดดู เราต้องไปนอนคุดคู้อยู่ในครรภ์ของมารดา เต็มไปด้วยความไม่สะดวกไม่สบายด้วยประการทั้งปวง เรานั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในครรภ์ของมารดาสิ้นระยะเวลานานถึง 10 เดือนลองนั่งคิดดู
            ฟังไปแล้วก็ใคร่ครวญไปด้วย ว่าอาการอย่างนี้มันเป็นอาการของความสุขหรือว่าเป็นอาการของความทุกข์
            ถ้าไม่แน่ใจ ก็ลองนั่งกอดเข่าเล่นโก้ ๆ เพียงใช้เวลาไม่มากสัก 3 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีการขยับเขยื้อนไปไหนมันจะมีความรู้สึกยังไง
            สำหรับนั่นใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าเราจะต้องใช้เวลาทรมานกายอย่างนี้ถึง 10 เดือน จะมีความรู้สึกยังไงมันจะสุขเพียงใดหรือมันจะทุกข์เพียงใด ข้อนี้ท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาเอา
             เป็นอันว่า เมื่อการอยู่ในครรภ์ของมารดาก็เป็นทุกข์
            ขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดา นั่งหลับตานึกสภาพในท้องของคน มันมีอะไรบ้าง มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง สิ่งที่เข้ามาทำความโสโครกแปดเปื้อนสกปรกต่อร่างกาย
             รวมความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในครรภ์ของมารดา เต็มไปด้วยความสกปรก
            อาการที่จะพึงมีขึ้นได้ ก็เพราะอาศัยมารดาเป็นเหตุ ถ้ามารดาบริโภคของร้อยเกินไป เผ็ดเกินไป เปรี้ยวเกินไป เค็มเกินไป ร่างกายของเรามีทุกข์
             รวมความว่า เราทุกข์มาตั้งแต่วันเกิด
            และก็ทุกข์อย่างสาหัส ต้องทรมานอยู่ในที่แคบ ๆ จะเหยียดมือเหยียดเท้าก็ไม่ได้
            ถ้าจะถามว่าเด็กที่อยู่ในครรภ์ของมารดา ทำไมจะต้องคุดคู้ เหยียดมือเหยียดเท้าไม่ได้หรือ
            ก็ลองพิจารณาดูว่า ครรภ์ของมารดาใหญ่โตขนาดไหน เด็กที่คลอดมาวันเดียวโตขนาดไหน ไปเทียบเคียงกับครรภ์ของมารดาแล้ว ก็จะเห็นว่า มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้ก็จำใจจำอยู่ จำใจจะต้องทน จำใจที่จะต้องนั่งอยู่อย่างนั้น
            เป็นอันว่า จำจะต้องทุกข์ทั้ง ๆ ที่เรา ไม่ปรารถนาที่จะต้องทุกข์ มันก็ต้องทุกข์
            เมื่อออกจากครรภ์มารดาใหม่ ๆ อยู่ในร่างกายของมารดามีแต่ความอบอุ่น ไม่เคยกระทบกระทั่ง กับความร้อนจัด หนาวจัด หรือ อากาศปกติ เพราะว่าอุณหภูมิในครรภ์ของมารดามีสภาพปกติ อุ่นสม่ำเสมอกัน ออกมาข้านอกกระทบกับความร้อนที่มีความร้ายแรงยิ่งกว่า กระทบกับความเย็นที่มีความร้ายแรงยิ่งกว่า กายทั้งกายก็แสบ เมื่อออกจากครรภ์มารดา ทนต่อความแสบกายไม่ไหวจึงร้อง
            เป็นอันว่า ตอนนี้ออกจากครรภ์มารดาใหม่ ๆเราก็ทุกข์
            ต่อมาก็ความทุกข์มันเกิดขึ้นอีก อยู่ในครรภ์ของมารดา ทุกข์เพราะการคุดคู้ ออกจากครรภ์มารดา เหยียดมือ เหยียดแขน เหยียดขา เหยียดเท้า เหยียดมือ ได้ตามอัธยาศัย
            แต่ทว่าร่างกายของเรายังไม่มีกำลังแม้แต่จะพลิกซ้ายพลิกขวา มันก็ยังไม่มี ยังไม่สามารถที่จะทำได้ ความไม่สบายกายไม่สบายใจมันก็เกิด เกิดตรงไหน เกิดตรงที่เราไม่สามารถ ที่จะเปลี่ยนอิริยาบถได้
            การที่จะต้องนอนอยู่ในสภาพเดิมนั้น ได้แต่ชักมือ ชักแขน ชักขา ขึ้นมาน้อย ๆ ตะแคงซ้าย ตะแคงขวาไม่ได้ มันเป็นทุกข์ ถ้าไม่แน่ใจว่ามันเป็นทุกข์ก็ลองนอนดู นอนอยู่อย่านั้นสักสามวัน ไม่ต้องเอามาก ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ที่เราคิดว่าเรานอนสบาย ลองนอนดู ก็จะพึงรู้ว่า การนอนอย่างนั้นมันเป็นทุกข์
             เบื่อการเกิดหรือยัง
            ในเมื่อเราทราบสภาวะความทุกข์มันเป็นอย่างนั้น เบื่อหรือยัง เบื่อการเกิดหรือยัง มันยังไม่ทุกข์แต่เพียงเท่านั้น อาหารที่เราจะต้องการบริโภคคืออาหารที่เราจะต้องการบำรุงร่างกาย เรายังพูดไม่ได้ ยังไม่ได้ศึกษาในวาจา หรือยังไม่ได้ศึกษาในสำเนียง
            ก็เป็นอันว่าเวลาเราหิว มารดาไม่รู้ว่าเราหิว เวลาปวดอุจจาระปัสสาวะมารดาหรือว่าพี่เลี่ยงไม่รู้
            ถ้าไม่รู้จะทำยังไง หิวต้องร้องเขาถึงจะรู้ หิวจัดมีสภาพเป็นยังไง มันเป็นความสุขหรือความทุกข์ ท่านฟังแล้วก็โปรดพิจารณาตามไปด้วย จงอย่าใช้แต่เพียงสัญญา
            คำว่า สัญญา ก็คือ ความจำ จำไว้เฉย ๆ ไม่มีประโยชน์
             จำแล้วก็ต้องคิด คิดแล้วก็ต้องหาทางหนีความทุกข์
            การที่เรามีความหิวกว่ามารดาหรือพี่เลี้ยงจะนำอาหารมาให้ มันก็ทุกข์ แล้วการปวดอุจจาระปัสสาวะมันทุกข์ขนาดไหน ในเมื่อทนไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้อุจจาระปัสสาวะมันหลั่งไหลออกมา
            ตอนนี้จงนึกถึงสภาพความเป็นจริง
            จงอย่าคิดว่าเวลานั้นเราไม่มีจิตใจ มีสภาพเหมือนหัวหลักหัวตอมันไม่ใช่อย่างนั้น ความรู้สึกมันมีแล้ว
            การที่ต้องการความสกปรกโสโครกอย่างนั้นไม่มีสำหรับเรา แต่ว่าเราทำไมต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่าเรามีความจำใจ เป็นเหตุสุดวิสัยที่เราจะสามารถเปลื้องตัวได้ มันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ขอท่านทั้งหลายได้โปรดจงพิจารณาด้วยปัญญาของท่าน
            นอกจากนั้นเมื่อเดินได้พูดได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยมารดาและพี่เลี่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความปรารถนา ต้องการร้อนอาจจะได้เย็น เพราะเขาจะให้อาหารเฉพาะที่เขาพอใจ
            ถ้าสิ่งใดไม่เป็นความปรารถนาของเขา เขาก็ไม่ให้ เขาไม่เคยถามเราเลยว่า เราต้องการอะไร
            ยามป่วยไข้ไม่สบายกว่าจะแสดงออกเรายังบอกไม่ได้ เขาก็ต้องอาศัยการที่แสดงออกทางกาย รวมความว่าเป็นวินิจฉัยของหมอหรือพี่เลี่ยงหรือว่ามารดา แต่ไอ้การที่วินิจฉัยอาการอย่างนั้น มันจะตรงกับความประสงค์ของเราหรือไม่มันก็ไม่แน่ ก็เป็นอันว่าเราก็ต้องนั่งทนทุกข์และทรมานกันต่อไป
             เมื่อเติบโตขึ้นถึงความเป็นหนุ่มสาว ความปรารถนามันมีมากยิ่งกว่านั้น ต้องทุกข์เพราะการประกอบกิจการงานทุกอย่างเพื่อการทรงตัวและเป็นไปตามคำบังคับบัญชาความปรารถนาของผู้ใหญ่
            บางทีสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นที่ไม่เต็มใจสำหรับเรา แต่ทว่าเป็นความพอใจของผู้ใหญ่ เราก็จำเป็นจำใจจะต้องประพฤติปฏิบัติตาม การกระทำด้วยการไม่เต็มใจมันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ ท่านลองนั่งนึกดู เพราะว่าเราไม่มีอิสระ ทั้งนี้เราก็อย่าไปโทษผู้ใหญ่
            เพราะเวลานั้นปัญญาแห่งความรู้สึกความรับผิดชอบของเรามีน้อยที่เราเห็นว่าก็ดี แต่ทว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันอาจเป็นปัจจัยของความทุกข์ ในเมื่อมันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ความเดือดร้อน ผู้ใหญ่จะปล่อยให้เราทำอย่างนั้นไม่ได้
            เพราะว่าผู้ใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว เด็กทำชั่วเขาก็ด่าว่าเป็นเพราะผู้ใหญ่ไม่ดี
            แต่ทว่าอารมณ์ของเรานี้ปรารถนาจะทำอย่างนั้น ก็เรามานั่งนึกความฝืนใจที่เราไม่ปรารถนาจะทำอย่างนั้น เรามีความต้องการอย่างหนึ่ง แต่ทว่าผู้ใหญ่ต้องการอีกอย่างหนึ่ง เมื่อความปรารถนาไม่สมหวังอย่างนี้มันเกิดขึ้นมา มันก็เป็นทุกข์
             นอกจากนั้นยังเป็นทุกข์จากการศึกษาวิทยาการต่าง ๆ การเรียนหนังสือเพื่อความรู้มันก็เป็นทุกข์
            การประกอบกิจการทุกอย่างที่หาจุดจบไม่ได้ในชีวิต รวมความว่างงานประกอบอาชีพนี้ไม่มีจุดจบ จนกว่าจะสิ้นชีพตักษัยลงไปเมื่อไหร่นั่นจึงมีอาการหมดงาน
            การทำงานแต่ละอย่าง ค้าขายก็ดี รับราชการก็ดี รับจ้างก็ดี ทำไร่ไถนาก็ดี ใช้วิชาคาถาเวทมนตร์ก็ดี แต่ละอย่างต้องใช้ความเพียรพยายาม ต้องอดทนต่อความเหนื่อย ความร้อน ความหิว ความกระหาย เราจะนอให้มันสบาย ๆ มันก็นอนไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร ถ้าไปนอนเข้ามันก็ไม่มีกิน บางรายเกิดในกองเงินกองทอง แต่ทว่ายังไม่พอ หาความพอไม่ได้ ยังตะเกียกตะกายด้วยประการทั้งปวง อาการอย่างนั้นมันก็เป็นอาการของความทุกข์
             รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความทุกข์
             ความรักเป็นทุกข์
            เมื่อถึงคราวที่แต่งงาน อยู่คนเดียวคิดว่ามันไม่มีสุข แต่ความรักเกิดขึ้นในระหว่างเพศ สิ่งใดถ้าเรารักสิ่งนั้น
            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่ามันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ตามพระบาลีว่า
             ปิยโต ชายเต โสโก
             ปิยโต ชายเต ภยัง
            ซึ่งแปลว่า ความเศร้าโศกเสียใจมาจากความรัก ภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับเราก็อาศัยความรักเป็นปัจจัย
            ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะสิ่งใดถ้าเราไม่รัก เราก็ปราศจากการหวงแหน ใครผู้ใดที่ไหนมีความปรารถนาอะไร นั่นเราก็คิดว่าจงทำตามนั้นทำตามปรารถนาของเธอ สิ่งใดที่เขาชอบใจจงเอาไปในสิ่งที่เราไม่รัก วัตถุก็ดี บุคคลก็ดี
            ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ใครมายื้อแย่งเราก็โกรธ เพียงแค่ต้องการเราโกรธ ถ้าเขามายื้อแย่งอาจจะต้องประหัตประหารกัน เป็นอันว่าความรักเป็นปัจจัยของความทุกข์ ภัยความรักเป็นปัจจัยทำให้เกิดอันตรายต่าง ๆ
            ต่อมาความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นกับเรามันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ อาการเสียดแทงต่าง ๆ
             โรคะ แปลว่า โรค แปลว่า ความเสียดแทง
            เมื่อโรคเกิดขึ้นมาจุดใดจุดหนึ่ง มันก็หาความสบายกายสบายใจไม่ได้ เราต้องตะเกียกตะกายหาหมอมารักษา
            สำหรับหมอเราแน่ใจไหมว่า หมอจะมีความเข้าใจในทุกขเวทนาของเราทุกอย่าง ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเราโทษหมอไม่ได้ หมอก็ทำตามความสามารถเท่าที่หมอมีอยู่ แต่ทว่าเราก็ยังเสวยทุกขเวทนากว่าอาการเสียดแทงทั้งหลายเหล่านั้นมันจะหายไป ปัจจุบันหรือโบราณ
            ถ้าโบราณเราก็ต้องกินยาขม กินยาฝื่น กินยาขื่น ทุกข์จากร่างกายไม่ดีมันมีอยู่แล้ว ก็ต้องมาทุกข์เพราะรสน้ำยาขม หรือรสยาฝื่น เป็นต้น
            ในสมัยปัจจุบันเราถูกแทงด้วยเข็มมันก็เจ็บ ถ้าเป็นยาฉีด เป็นอันว่าเราต้องเสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส เมื่อเรามีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นเพราะร่างกาย
             ต่อมาความแก่เกิดขึ้น
            ความแก่นี่หูก็ฝ้า ตาก็ฟาง กำลังก็ไม่ดี ความจำก็เลอะเลือน ทุกสิ่งทุกอย่างช่วยตนเองได้ยาก ความทุพพลภาพของร่างกาย เมื่อความปรารถนาสิ่งใดในสมัยความเป็นหนุ่มเป็นสาว เราจะต้องการทำอะไรก็ทำได้ตามใจนึก เพราะว่ากำลังวังชาดี
            แต่ทว่าพอเราแก่เข้าแล้วนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ตามใจเรา มือและเท้ามันอ่อนเพลีย เราอยากเดินให้มันไวมันก็ไวไม่ไหวเพราะกำลังมันตก อยากจะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างตามที่สมัยเป็นหนุ่มเป็นสาวเราก็ทำไม่ได้ กำลังไม่ดี หูที่จะฟังสิ่งต่าง ๆ มันก็ฟังไม่ค่อยถนัด ตาก็ฝ้าฝางมองไม่ถนัด อาการอย่างนี้เป็นปัจจัยความสุขหรือว่าความทุกข์
            ถ้าเราจะตอบกันอย่างสามัญชนคนธรรมดาก็ชื่อว่าเป็นความทุกข์
             ต่อมาเมื่อสิ่งที่เรารักพลัดพรากจากกัน
            เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างต้องจากเราไปทั้ง ๆ ที่เรายังมีความรัก เราปรารถนาในสิ่งนั้นยังมีอยู่
            องค์สมเด็จพระบรมครูทรงกล่าวว่า นี่มันเป็นปัจจัยของความทุกข์
             ต่อมาภัยใหญ่ จะถึงกับเราคือร่างกายมันจะตาย
            ถ้าจิตใจของเรายังเกาะร่างกาย ถือว่ามันเป็นเราเป็นของเรา มีอารมณ์ฝืนกฎของธรรมดา เกิดเป็นเด็กอยากเป็นหนุ่มเป็นสาว อันนี้ตามธรรมดา
            พอถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว เราไม่อยากแก่ ฝืนธรรมดาแล้ว เมื่อร่างกายเราเกิดมาไม่ต้องการจะมีโรคภัยไข้เจ็บ นี่ก็เป็นอารมณ์ฝืนธรรมดา
มรณภัย             ในที่สุดความตายมันก็เข้ามา เราก็ไม่อยากตายบนบานศาลกล่าวกับปู่เจ้าทั้งหลายว่า
            ขอข้าพเจ้าจงอย่าตาย จงอย่าป่วยไข้ไม่สบาย
            แล้วจะมีผู้ใดมีอำนาจเกิดกว่า พระยามัจจุราช
            พระยามัจจุราชจะห้ำหั่นไม่ว่าใครทั้งหมด ไม่ว่าคนหรือสัตว์เล็ก หรือสัตว์ใหญ่ ย่อมไม่ให้อภัยแก่ใคร สามารถที่จะบดขยี้ชีวิตคนและสัตว์ทั้งหลายให้พินาจไปด้วยพลังอำนาจของตน
             องค์สมเด็จพระทศพลตรัสไว้ใน ธัมมนิยาม ว่าเหมือนกับภูเขาใหญ่ เหล็กใหญ่ลุกจนไฟแดงโชน กลิ้งมาทั้ง 4 ทิศ บดขยี้ร่างกายของคนและสัตว์ให้พินาศไปฉันใด มรณภัยคือความตายที่มีสะภาพเช่นนั้น ไม่เคยให้อภัยกับใคร จะเป็นใครอยู่ในฐานะใดก็ตาม ก็ตายด้วยกันหมดเมื่อถึงเวลาจะตาย
            นี่แหละบรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลายที่พูดมานี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า
             ความเกิดมันเป็นทุกข ์
             ความแก่เป็นทุกข์
             โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดกับร่างกายมันเป็นทุกข์
             ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์
             ความตายเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะเราไม่อยากจะตาย
โมกขธรรม
            ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อตายอย่างนี้ เพื่อแสวงหาความทุกข์อย่างนี้ เราจะเกิดชาติไหน หรือว่าเกิดชาตินี้ จะมีฐานะอะไรก็ตาม มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะตั้งใจอยากจะเกิดต่อไปหรือยังไง
            ถ้าเราเกิดต่อไปเราก็ไม่พ้นความทุกข์ ก็ไปนั่งนึกดูถึง พระโมคคัลาน์ และ พระสารีบุตร เป็นลูกมหาเศรษฐีมั่งมีทรัพย์มาก
            แต่ทว่าท่านได้พิจารณาเห็นแล้วว่า คนทุกคนที่มานั่งดูมหรสพตายหมด ผู้แสดงมหรสพไม่ช้าก็ตาย แม้แต่ท่านทั้งสองก็จะต้องตายเหมือนกัน จึงได้คิดว่า
             ธรรมใดที่จะทำให้คนตายมีอยู่ ก็ต้องมีธรรมที่ทำให้คนไม่ตายมีอยู่เหมือนกัน
            เพราะในโลกนี้มีแต่ของคู่กัน ของเดี่ยวไม่มี มีความสุขและก็ต้องมีความทุกข์ มีสว่างแล้วก็มีมืด
            เป็นอันว่ามันต้องมีคู่กันอย่างนี้ จึงได้แสวงหาความดีคือ โมกขธรรม คือ ธรรมที่เป็นเครื่องพ้น
            นี่สำหรับพวกเราทั้งหลายที่อยู่ร่วมกัน มีใครบ้างไหมที่ยังมองไม่เห็นทุกข์ คนที่ยังมองไม่เห็นความทุกข์ก็คือ คนที่แสวงหาความโลภเป็นปัจจัย ยึดถือความโกรธ ความพยาบาท จองล้างจองผลาญ ระแวงสงสัยบุคคลทั้งหลายและบุคคลอื่น ว่าคนทั้งหลายเป็นศัตรูกับเรา นี่ยังมีความหลงอยู่มาก
            และหลงใหลใฝ่ฝันยึดว่าขันธ์ 5 และทรัพย์สินทั้งหลายจะทรงอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย รวมความว่ามีใจติดอยู่ในโลกธรรมทั้ง 8 ประการคือ
            อยากได้ลาภ ได้ลาภมาแล้วดีใจ ไม่ได้คิดว่าลาภกับเราจะอยู่ด้วยกันได้นานขนาดไหน เมื่อลาภหมดไปก็เสียใจ
            อยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์มาก็ดีใจ ไม่ได้คิดว่ายศทั้งหลายเหล่านี้เขาให้เราได้ มันก็สลายลงได้
             นึกอยากจะปรารถนาความสุข สุขที่อิงไปด้วย อามิส คือสิ่งของเมื่อความสุขมันมีมาก็ไม่ปรารถนาความทุกข์ แต่มันของคู่กัน สุขมีที่ไหน ทุกข์มีที่นั่น เป็นอันว่าเราก็ไม่พ้นความทุกข์
            และก็ต้องการนินทาและสรรเสริญ ใครเขานินทาไม่ชอบใจ ใครเขาสรรเสริญชอบใจ อาการอย่างนี้ทั้งหมดเราจะหาทางเลี่ยงด้วยอาการอย่างไร
             รวมความว่าที่มันจะมีเหตุอย่างนี้ได้ก็อาศัย ความเกิด เป็นปัจจัย
สำรวมใจอยู่ในขอบเขตของความดี
            อันดับต้น ขอให้บรรดาท่านทั้งหลายรวบรวมกำลังใจของตน ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้ ผมถือว่าต้องใช้อาการอย่างนี้ตลอด 24 ชั่วโมง นั่นก็คือ สำรวมใจอยู่ในขอบเขตของความดี
            อันดับแรกกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นรู้อยู่ เป็นการคุมสติสัมปชัญญะ ถ้าจะใช้คำภาวนาเวลาหายใจเข้าภาวนาว่า พุท เวลาหายใจออกภาวนาว่า โธ ไม่ต้องออกเสียงนึกในใจ รวบรวมกำลังใจของเราไว้ในขอบเขตเพียงนี้ นี่เป็นอันดับต้นของการเจริญพระกรรมฐาน แต่ผมว่าไม่ต้นสำหรับท่านทุกคน เพราะบางท่านเจริญกรรมฐานมานับเป็นปี ๆ ก็ยังมีอารมณ์ฟุ้งอารมณ์ซ่าน มีอารมณ์ทะเยอทะยาน แสดงว่าไม่ได้ลดอะไรลงไปเลย การไม่ลดของการบวชก็แสดงว่าเป็นการเพิ่มโทษของกิเลสให้มันเพิ่มขึ้น หากว่าท่านทั้งหลายพยายามฝึกใจเพียงเท่านี้
             วีธีฝึกใจของท่านทุกคนจงลง พรหมทัณฑ์ ตัวเอง หมายความว่า ถ้าไม่จำเป็นใด ๆ เราจะไม่พูดกับใครทั้งหมด กำหนดจิตไว้อย่างนี้ เพราะว่าเราจะถืออารมณ์ คุมอารมณ์ไว้ในด้านของความดี คือจิตไม่ยอมรัยสภาวะของกิเลส ไม่ยอมเคารพอารมณ์ของกิเลส ถ้าไม่จำเป็นจงอย่าพูดกับใคร ถ้าพูดกับใครก็จงพูดโดยธรรม พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์
            และก็ไม่ก้าวก่ายพาดพิงไปถึงอำนาจของความรัก อำนาจของความโลภ อำนาจของความโกรธ อำนาจของความหลง เจรจาโดยธรรม ก็คือว่าเจรจาเฉพาะเหตุที่จะทำยังไงให้เราพ้นทุกข์
            เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าอย่างนั้น อันนี้เป็นของไม่ยาก
            ถ้าคิดอย่างนั้นมันไม่สบายใจ มีคาสเซ็ท มีเครื่องบันทึกเสียง เอาคาสเซ็ทไปฟังตามอัธยาศัย ใจมันจะอยู่ที่ธรรม
             เมื่อใจมันอยู่ที่ธรรม หูมันก็อยู่ที่ธรรม อย่างนี้จิตใจมันก็สงบ ความฟุ้งซ่าน ความเดือดร้อนมันก็ไม่มี อารมณ์ระยำอัปรีย์ คือความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันจะเบาบางไปทีละน้อย ๆ เพราะอาศัยใจของเราที่ไม่คบกับมัน
            นี่แหละบรรดาท่านพระโยคาวจรทุกท่าน การแก้อารมณ์จากมารที่เป็นเหตุปัจจัยของความทุกข์ แก้แบบนี้ ค่อย ๆ ทำไปทุกที ๆ นานเข้าอารมณ์มันจะชิน ในที่สุดจิตเราก็จะมีแต่ความสงบ สามารถที่จะบังคับให้อารมณ์ที่เป็นอกุศล ไม่สามารถที่จะมายุ่งกับอารมณ์ของจิตของเราได้ เราก็จะสบาย
             จุดนี้ถือเป็นจุดปัจจัยอันหนึ่งที่จะเหตุให้ทำให้เราพ้นทุกข์
            เอาละ ท่านทั้งหลาย สำหรับวันนี้พูดมาก็ครบ 29 นาทีแล้ว ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
            ต่อไปนี้ขอทุกท่านทั้งหลายพยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าท่านทั้งหลายจะเห็นว่าสมควร และเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเวลานี้ผมจะไม่ตั้งเวลาไว้ให้ และจะไม่เตือนใจเวลาสำหรับเลิก เพราะว่าบางทีบางท่านพอได้เวลาอย่างนั้น พอได้ยินเสียงการกรวดน้ำก็ตกใจ แต่ไอ้ความที่มีจิตยังสบายอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายทำไปตามสะดวก ทำตามความประสงค์ของตน จึงจะไม่เร่งรัด ให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนอยากจะทำนานเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าเราอยู่คนเดียว
            เอาละ ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านจงตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าที่ท่านจะเห็นว่าสมควร


 รวมคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

สักกายทิฏฐิ

                                                                     

สักกายทิฏฐิ
            พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ 3 อย่างคือ
            (1) สักกายทิฏฐิ เห็นว่าอัตภาพร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา จิตใจของเรายอมรับนับถือกฎของธรรมดา ร่างกายเกิดมาแล้วต้องแก่ ป่วย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ และมีความตายไปในที่สุด และขณะที่เราทรงตัว มันก็เต็มไปด้วยความทุกข์ อาการอย่างนี้จับใจของท่านแล้วหรือยัง ว่าธรรมดาของเรานี้จะหนีความทุกข์ไม่พ้น ถ้าเรามีร่างกายเราก็มีการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวัง ต้องป่วยไข้ไม่สบาย ความตายจะเข้ามาถึง
            เวลานี้ท่านมีความกล้าแล้วหรือยัง กล้าต่อความตายที่มันจะตายโดยปกติ จะตายโดยอาการเช่นใดก็ช่าง แต่ต้องตายแน่ คิดไว้แล้วหรือยัง หรือว่าความเมาในร่างกาย หรือเรียกว่าเราปรับปรุงร่างกาย ยังไงก็ตามมันไม่สวยหรอก เพราะว่าร่างกายของเรานี้มันสกปรก ทีนี้เรื่องของร่างกายผ่านไป
            วิจิกิจฉา
            (2) วิจิกิจฉา เรื่องสงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คลายความสงสัยแล้วหรือยัง ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
            ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
            ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
            มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์
            นี่หมายความว่าถ้าเราเกิดมาแล้วเรายึดถือว่าร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเรา หรือเมื่อถึงเวลาความแก่มันเข้ามาถึงเราก็หนักใจ เพราะนี่มันแก่เสียแล้วหรือเนี่ย แย่สิ เราทำอะไรมันก็ไม่ไหว นี่เรียกว่าเรามี อุปาทานขันธ์ ยึดมั่นในร่างกายเกินไป นี่พอเราป่วยขึ้นมาก็ เกรงไปว่า นี่ถ้าเราตายเสียแล้ว ลูกก็ดี หลานก็ดี เหลนก็ดี นี่มันจะทำยังไงกัน ทรัพย์สินทั้งหลายก็มีไม่พอใช้ไม่พอกิน อารมณ์นอกคอกอย่างนี้ยังมีสำหรับท่านหรือไม่ ถ้ากฎของกรรมอันใดมันเกิดขึ้นกับท่าน คือทำให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ อย่างนี้จิตใจของท่านยอมรับนับถือกฎของกรรมหรือเปล่า จะไปนั่งบนเจ้าบนเทวดา บนผีสางนางไม้ที่ไหนก็ตาม ขออย่าให้แก่ ขออย่าให้ป่วย ขออย่าให้มีอาการขัดข้อง ขออย่าให้จน ขอให้อยู่เป็นปกติ จิตอย่างนี้ของท่านมีหรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่มันก็ยังใช้ไม่ได้
            เป็นอันว่าตั้งหน้าตั้งตาจับอารมณ์พระโสดาบันเสียให้ได้จะได้พ้นทุกข์ เพราะการเป็นพระโสดาบันนี่เราบรรเทาการเกิด เรายังไม่ได้งดเกิด เพราะว่าถ้าเราไม่บรรเทาเสียแล้ว เราก็ต้องเกิดนับชาติไม่ถ้วน คือ ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย การเกิดแต่ละชาติมันเป็นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น นี่มาคุยกันตอนเช้า ๆ เพราะอารมณ์ของท่านยังดี แต่ว่าเสียงคนพูดสิมันไม่ดี มันเป็นไข้หวัด ช่างมันนะ ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา พอพูดกันเสียงไม่เพราะไม่เป็นไร เอารู้เรื่องก็แล้วกัน
             สีลัพพตปรามาส
            (3) สีลัพพตปรามาส ทีนี้การปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบันที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งนั่นก็คือ ศีล 5 จิตใจของท่านรักษา ศีล 5 ได้เป็นปกติแล้วหรือยัง เรื่อง ศีล 5 นี่มีความสำคัญมาก เพราะว่าพระโสดาบันนี่ไม่มีอะไรมาก แค่มี ศีล 5 เข้มข้น เคารพในพระพุทธเจ้า เห็นว่าร่างกายนี่มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายเป็นของธรรมดา เพราะยังมีกิเลสเต็มตัวแต่ว่าขังกิเลสไว้ ไม่ละเมิดศีลนั่นเอง ยังรักยังมีผัวมีเมียได้แต่ว่าไม่นอกใจผัว ไม่นอกใจเมีย ไม่ละเมิดในศีล 5 ยังรวยได้แต่ก็ไม่คดโกงใคร ยังมีความหลงอยู่ในขันธ์ 5 ยังมีอยู่ แต่ว่าไม่ยึดมั่นเกินไป ตายก็ช่าง มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นที่สุด อย่างนี้อารมณ์ของท่านเข้าถึงแล้วหรือยัง นั่งใคร่ครวญดู ดูกำลังใจของท่านไม่ต้องไปดูใครเขา ในเมื่อเราเห็นคนแก่ เห็นคนป่วย เห็นคนตาย เห็นคนมีทุกข์ยาก ท่านเคยคิดถึงไหมว่าการเกิดนี่มันทุกข์ อย่ามาเกิดกันเลย บอกใจไว้อย่างนี้บ้างหรือเปล่า ถ้ายังบกพร่องอยู่ ก็โปรดทราบว่าความเป็นพระโสดาบันของท่านยังไม่ปรากฏ
             เรามาเป็นพระอริยเจ้ากันเถิด
            ทีนี้ให้หัวข้อเรื่องนี้ว่า เรามาเป็นพระอริยเจ้ากันเถิด
            ความจริงการเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่ของหนัก เป็นของเบา เพราะว่าเราปลดกิเลส ตัณหา อุปาทานให้มันน้อยลง มันเบาลง คือว่าถ้าเป็นพระโสดาบันได้ก็เบามาก เพราะว่ายังเกิดอีก 7 ชาติ หรือว่า 3 ชาติ หรือว่า 1 ชาติ นี่ก่อนที่เราจะพิจารณาเรื่องอะไรทั้งหมด ถ้ายังปลดไม่ได้ ถ้าปลดได้ก็พิจารณาเป็นพระอนาคามีต่อไป
            สำหรับพระสกิทาคามีกับพระโสดาบันระดับเดียวกัน แต่ว่าจิตละเอียดกว่ากันเท่านั้น ทีนี้เรามานั่งดูสิว่าทำไมหนอ เราจึงจะเป็นพระอริยเจ้ากันได้ นี่เราก็มานั่งนึกอย่างนั้น ที่เราจะเป็นพระอริยเจ้ากันได้ เราก็ต้องมานั่งดูใจ ดูอารมณ์ของใจที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า จริต เรามาพูดกันถึง โทสะจริต แล้วนะ ก่อนที่จะเข้าวิปัสสนาญาณน่ะจับสมถะเสียก่อน ให้จิตมันทรงตัว ถ้าจิตมันดิ้นกระสับกระส่ายเราก็คุมอารมณ์ จับลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้คุมอารมณ์ให้มันทรงตัวเสียก่อน ที่เรียกกันว่า สมาธิ พอใจสบายปัญญามันก็เกิด มันจะได้คุมใจไม่ให้เราคิดนอกรีตนอกรอยไป นี่สมมติว่าตอนก่อนเราพูดกันถึง โทสะจริต ถ้า โทสะจริต จะเข้ามาข้องใจก็ระงับเสียได้ด้วย พรหมวิหาร 4 หรือ ว่า กสิณ 4
            อันนี้มีในแบบแล้วนี่ เราก็ไปเปิดดูใน คู่มือปฏิบัติ นี่เรามาเตือนกันนะ เวลานี้มาคุยมาเตือนกันด้วยความหวังดีในฐานะที่เป็นพี่เป็นน้องกัน ทุกคนเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน อาตมาเองไม่ได้เคยคิดว่าจะเป็นอาจารย์ของท่านเคยคิดอย่างเดียวว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน เราก็มาคุยอย่างพี่อย่างน้อง
             ตั้งอารมณ์
            นี่เราก็มานั่งดูจริตอีกตัวหนึ่งอีกจุดหนึ่งก็คือ โมหะจริต กับ วิตกจริต
             วิตกจริต ความคิดใคร่ครวญไตร่ตรองไม่ตกลงใจ ตัดสินใจอะไรไม่ได้ มีความสงสัยอยู่เป็นปกติ
            สำหรับ โมหะจริต นั้นมีความหยาบอยู่มาก ไม่ค้นคว้าหาความจริง คิดว่านั่นก็ของกู นี่ก็ของกู ร่างกายของเรามันจะต้องไม่ตาย มันจะต้องไม่แก่ มันจะต้องไม่ป่วย ทรัพย์สินทั้งหลายที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตก็ตามหรือไม่มีชีวิตก็ตาม จะต้องทรงตัวตลอดเวลา นี่เป็นอาการของโมหะ เห็นชาวบ้านเขาตายก็ไม่คิดว่าตัวจะตาย เห็นชาวบ้านเขาป่วยก็ไม่คิดว่าตัวจะป่วย เห็นชาวบ้านเขาลำบากหรืองานที่เราทำมันลำบากมันมีทุกข์ เราก็ไม่คิดว่าเราจะมีทุกข์ นี่เป็นอารมณ์ของโมหะ
            ถ้าอารมณ์ฟุ้งซ่านที่ว่ารำคาญเสียงภายนอกบ้าง จัดตั้งอารมณ์ไม่อยู่บ้าง นี่เป็นอาการของโมหะและวิตก 2 ประการ และก็ วิตกจริต กับ โมหะจริต ทั้ง 2 อย่างนี้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุมธเจ้าแนะนำให้โปรดยับยั้งอารมณ์นี้ด้วยการเจริญ อานาปานุสสติกรรมฐาน อย่างเดียว หรือจับลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็ให้รู้อยู่ ขณะใดที่จิตยังรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกอยู่แบบนี้ นี่แหละชื่อว่าจิตมีสมาธิ พออารมณ์สบายแล้วเราก็มาพิจารณาขันธ์ 5 กัน และก็ปลดเปลื้องขันธ์ 5 ตามหลักของ อริยสัจ
            อริยสัจ
             อริยสัจ ข้อต้นนี่ยังไม่จบ ที่กล่าวว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ความจริงความเกิดตัวเดียวมันไม่สำคัญ สำคัญไอ้เพื่อนของความเกิดน่ะสิ พอเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ต้องการหาเพื่อน มันก็เอาไอ้ตัวแก่เข้ามา ตัวเปลี่ยนแปลงเข้ามา ตัวหิว ตัวกระหาย ตัวร้อน ตัวขัดข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ตัวป่วยไข้ไม่สบาย ตัดพลัดพรากจากของรักของชอบ ตัวอยากโน่นอยากนี่ และก็มีความตายไปในที่สุด
            นี่เจ้าตัวเกิดมันนำมาที่ทำให้เราทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพของความทุกข์อย่างนี้ ก็เพราะเจ้าตัวเกิดมันนำมา แล้ววิธีที่เราจะไม่เกิดเราจะทำยังไง เรื่อง ชาติปิ ทุกขา ของดไว้ชั่วขณะหนึ่ง เรามาพูดกันถึงแนวทางที่เราจะไม่เกิดกัน เอาไม่เกิดกันเลย ไม่ใช่ผ่อนเกิด แต่ทว่าไอ้การที่จะไม่เกิดกันเลยทีเดียวน่ะไม่ได้ ต้องผ่อนเป็นการชำระหนี้ผ่อนกันไปก่อน การที่เราจะสกัดกั้นการเกิดให้น้อยลงก็ดี หรือว่าจะตัดการเกิดให้หยุดไปเข้าถึงพระนิพพานก็ดี พระพุทธเจ้าบอกว่ามีกฏอยู่ 10 อย่าง ที่เราเรียกกันว่า บารมี 10
            บารมี 10
             บารมี นี่เขาแปลตามภาษาบาลีแปลว่า เต็ม แต่เนื้อแท้จริง ๆ ต้องใช้กำลังใจให้เต็ม ไม่ใช่เอาวัตถุมาเต็ม คือ
             (1) ทานบารมี จิตใจท่านพร้อมแล้วหรือยังที่จะให้ทานตามความสามารถ เพราะการให้ทานนี่เป็นการทำลายโลภะ ความโลภ
             (2) ศีลบารมี ศีลของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเปล่า ทุกวันท่านพิจารณาศีลของท่านหรือเปล่าว่าครบถ้วนไหม
             (3) เนกขัมมบารมี การถือบวช การถือบวชในที่นี้ก็หมายถึงว่าเป็นการระงับนิวรณ์ 5 ประการ คือ กามฉันทะ เห็นรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสที่ต้องการการมั่วสุมไปด้วยกามารมณ์เป็นโทษ มันเป็น อนิจจัง ไม่มีการทรงตัว รูปมันสวยไม่จริงสวยนิดหนึ่ง แล้วก็แก่ไปเสื่อมไปทุกวัน เสียงผ่านหูแล้วก็หายไป กลิ่นหอมกระทบจมูกแล้วก็หายไป สัมผัสที่เรานึกว่าดี ความจริงมันเป็นปัจจัยนำโทษมา นี่หมายถึงว่าสัมผัสระหว่างเพศมันนำโทษมาให้ หากต้องการสัมผัสแบบนั้นงานมาก งานมันก็เกิดขึ้นมาก กำลังใจต้องรักษาไว้ซึ่งกันและกัน ต้องเอาใจคนโน้น ต้องเอาใจคนนี้หนักใจมาก
             (4) ปัญญาบารมี นี่เราเห็นหรือยังว่าการเกิดเป็นทุกข์ เกิดมาแล้วนี่ภาระต่าง ๆ เต็มไปหมด ที่พูดไปแล้วนี่มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นหาความสุขไม่ได้ ถ้าเราจะสุขได้จริง ๆ ก็ต้องวางการเกิดคือ วางขันธ์ 5 นี่เป็น ปัญญาบารมี
             (5) ทีนี้ วิริยบารมี ได้แก่ความเพียร เรามีความเพียรครบถ้วนแล้วหรือยัง คือใช้กำลังใจเป็นสำคัญ ไปหักห้ามความชั่วไม่ให้เข้ามายุ่งกับใจ              (6) ทีนี้ ขันติบารมี แปลว่า ความอดทน การกระทำความดีที่ฝืนอารมณ์เดิมต้องอดทนเพราะใจมันคอยจะต่ำ มันคบกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือ มีความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เราก็พิจารณาเห็นว่าความรักเป็นโทษ ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นโทษ เราจะฝืนกำลังใจที่มันคบกันมานาน เราก็ต้องใช้ความอดทน ไม่อย่างนั้นเราก็จะทรงตัวอยู่ไม่ได้
             (7) ต่อไป สัจจบารมี ความจริงใจ ที่เราตั้งใจจะห้ำหั่นกิเลสทั้ง 3 ประการให้มันสิ้นไป เราจะไม่ละความพยายามทรงสัจจะเข้าไว้ จะไม่ยอมทิ้งสัจจะคือความจริงใจ แต่ว่าการรักษาสัจจะต้องให้มันพอดีพอควร อย่าทำเกินพอดี การนั่งกรรมฐานเครียดเกินไป พระพุทธเจ้าไม่ใช้ ใช้อารมณ์ย่อหย่อนเกินไปไม่ใช้ ใช้อารมณ์พอดี ๆ เพื่อรักษาอาการของขันธ์ 5 ให้เป็นปกติ
             (8) และต่อไป อธิษฐานบารมี อธิษฐานต้องตั้งใจไว้เลยว่า การปฏิบัติแบบนี้ เราต้องการพระนิพพาน ไม่ใช่สักแต่เพียงว่าทำเป็นแค่อุปนิสัย ถ้าอารมณ์คิดว่าเป็นแค่อุปนิสัยมันขี้เกียจง่าย ตั้งใจไว้เฉพาะว่าชาตินี้ทั้งชาติ อย่างเลวที่สุดเราจะเป็นพระโสดาบันให้ได้
            (9) และอีกอันหนึ่งคือ เมตตาบารมี เมตตาบารมีตัวนี้ก็เป็นตัว ตัดโทสะ ความพยาบาท ที่เป็นกิเลสตัวสำคัญ
            สำหรับ ปัญญาบารมี นั้นตัดโมหะ
             (10) อุเบกขาบารมี ทรงอารมณ์เฉย ในเมื่อกฎของกรรมที่เราทำไว้เป็นอกุศลในชาติก่อนที่เราทำมันมาให้ผล เราก็มีอารมณ์สบาย อะไรมันจะเกิดแก่เราบ้าง เราก็สบายที่เรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ คือร่างกายมันจะแก่เราก็สบาย เฉย….เรารู้ว่าจะแก่ ถ้ามันจะป่วยใจเราก็สบาย เพราะรู้ว่ามันจะป่วย รักษาตัวเหมือนกัน หายก็หาย ตายแหล่ก็ช่างมัน ของรักของชอบใจที่จะต้องพลัดพรากจากกัน เรารู้ว่านี่เป็นธรรมดา อารมณ์ใจก็เฉย สบาย…เพราะรู้ว่าเป็นธรรมดา มันจะจากไปเราก็ห้ามมันไม่ได้ คนที่รักกันกับเราเขาประกาศเป็นศัตรูก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขากับเรายังมีกิเลสกัน ต่างคนต่างมีกิเลส เขาจะไปมันเป็นเรื่องของเขาเราไม่ตาม ถ้าเขาจะมาเราก็ไม่ปฏิเสธพร้อมยอมรับ ใจสบายเป็น อุเบกขาบารมี ร่างกายมันจะตายจะพังก็ช่าง จัดเป็น อุเบกขาบารมี
             กำลังใจ
            รวมความว่าบารมีทั้ง 10 ประการ คือ
            (1) จิตพร้อมจะให้ทาน
            (2) จิตทรงศีลอยู่เสมอ
            (3) เราพร้อมที่จะระงับนิวรณ์ 5 ประการ
            (4) เรามีปัญญาที่จะรู้แจ้งเห็นจริงตามกฎของธรรมดา มีอารมณ์ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเป็นปกติ
            (5) เรามีความเพียรเพื่อจะทำลายกิเลสให้พินาศไป
            (6) เรามีขันติความอดทน ทนต่อการฝืนอารมณ์เพราะอารมณ์มันคอยต่ำ เราจะดึงขึ้นสูง มันก็จะคอยต่ำต้องทนดึงเข้าไว้
            (7) สัจจะ เมื่อตั้งใจจะทำลายกิเลสแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำลายกิเลสกันเรื่อยไป ไม่ถอยกลัง             (8) อธิษฐานตั้งอารมณ์ไว้ตรงว่าเราจะเข้าไปหาพระนิพพานให้ได้ จะไม่ยอมถอยหลัง จับจุดไว้จุดเดียวเท่านั้น
            (9) เมตตา ประกาศตนเป็นคนมีความรักปรารถนาในการสงเคราะห์คนทั้งหมดและสัตว์ทั้งหมด ไม่ถือว่าใครเป็นศัตรูร้ายของเรา
            (10) อุเบกขา มีความวางเฉย วางเสียได้เมื่อกฎของกรรมจะเข้ามาสนองตน
            ที่องค์สมเด็จพระทศพลทรงสอนบารมีทั้ง 10 ประการ ก็คือกำลังใจ ถ้ากำลังใจของท่านทั้ง 10 ประการครบถ้วนบริบูรณ์ละก็ความเป็นพระโสดาบันก็เป็นเรื่องเล็ก เพราะอะไร เพราะว่าเรามีเครื่องมือพร้อมแล้ว ทีนี้เราก็มาพิจารณาบารมีทั้ง 10 ประการ ตอนนี้เราก็ต้องหันเข้าไปดูความเกิด เรื่องของความเกิดนี่มีความร้ายแรงอีกตัวหนึ่ง นี่เวลาเหลือไม่ถึง 10 นาที นี่เราก็มานั่งดูกันว่าอะไรหนอ ความเกิดมามันนำมา สร้างความทุกข์ นั่นก็คือความหิว
            ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
             ชิฆัจฉา ปรมา โรคา ความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง
            ความหิวนี่ต้องทำให้เราลำบาก หิวนี่มันหลายหิว หิวอาหารก็หิว หิวเหล้าก็หิว หิวรักก็หิว หิวรวยก็หิว หิวอยากจะมีความเด่นอยากจะมีวาสนาบารมีก็หิว หิวอยากจะฆ่าชาวบ้าน อยากจะด่าชาวบ้านก็หิว มันหิวไปทุกอย่าง ความหิวประเภทนี้มันเป็นภัย ทีนี้เรามาว่ากันถึงความหิว ถึงเรื่องอาหารอย่างเดียวก็พอ การกินข้าวเข้าไปคำหนึ่งนั้นบรรดาท่านผู้ฟัง หรือ พระโยคาวจรที่รัก อาหารที่จะตกเข้ามาถึงปากเรา มันมีทุกข์ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้อย่างนั้น เคยรับฟังมาแบบนี้เพราะว่ามีทุกข์หนัก
             ทุกข์ตัวเดียว
            คำข้าวคำเดียวนี่ทุกข์หนัก จะพูดให้ฟังแต่โดยย่อ เอาไปเป็นเครื่องคิดว่าไอ้ความเกิดมันไม่ดีแบบนี้แหละ ข้าวสุกที่มันจะเข้าปากเรา ก่อนที่มันจะเป็นข้าวสารกว่าจะทำเป็นข้าวสารได้ ถ้าทำเป็นข้าวสุกก็ต้องหาอุปกรณ์คือ หม้อ เตา น้ำ ฟืน เอาข้าวสารมาแล้วก็หุงกิน อาหารที่ต้องหุงแบบนี้มันต้องประกอบการงาน ต้องใช้กำลังกาย กำลังปัญญา กำลังความคิด แล้วก็ต้องใช้ทรัพย์หาวัตถุนี่มันก็สร้างความลำบาก สร้างความทุกข์ เรานั่ง ๆ นอน ๆ สบายกว่า นี่มันจะเป็นข้าวสารมาได้ก็ต้องสีต้องซ้อมต้องทำให้เป็นข้าวสารขึ้นมา นี่ก็ต้องใช้ความเหน็ดเหนื่อย บางท่านไม่ได้ซ้อมไม่ได้สี เราจะซื้อข้าวสารและการจะมีเงินซื้อข้าวสาร เราก็ต้องทำงานที่มันเหนื่อย ไอ้เรื่องจากการกินนี่ มันเหนื่อยที่สุดถึงยันวันตาย ไม่มีจบ เราเกิดกี่ปีกี่ชาติถ้าเรายังเกิดอยู่ เราก็ต้องเหนื่อยแบบนี้
            ทีนี้ข้าวคำเดียวพระพุทธเจ้าบอกว่า ข้าวเปลือกมาจากไหน มาจากต้นข้าวมันอยู่ในรวง ทีนี้การที่จะไปนำเป็นข้าวกินได้มันก็ต้องไปเก็บไปเกี่ยว ไปตากแดดมาเหนื่อยลำบากกายมาก ทนความร้อนความหนาว บางทีหนาวจัด ๆ ก็ต้องแช่ในน้ำเกี่ยวข้าวกันก็มี อาการอย่างนี้มันเป็นอาการของความทุกข์ เป็นผลมาจากการเกิด ทีนี้ข้าวก่อนที่จะเป็นรวงมันก็ต้องเป็นต้น เราก็ต้องไปไถนาต้องไปหว่านข้าวเสียก่อน และก็ต้องมาบำรุงข้าวให้เจริญ อันนี้ก็ต้องอาศัยความเหน็ดเหนื่อย ก็ไปนั่งนึกเอาเองแล้วกัน จะไม่พูดให้ยาวนัก
            ทีนี้ต่อมาพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไอ้เจ้านานี่มันจะปรากฏขึ้นได้ยังไง ก่อนที่เราจะไถนาจะหว่านข้าวก็ต้องมีอุปกรณ์ มีวัว มีควาย มีแอก มีไถ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ เราต้องหามาได้ด้วยเงิน กว่าจะหาเงินมาซื้ออุปกรณ์ได้เสร็จ มันก็แสนลำบากยากเหลือเกิน เหน็ดเหนื่อยมาก เมื่อได้แล้วก็ต้องมาทำนาทำไร่ทำหว่าน นี่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงถอยหลังลงไปว่าพื้นที่นาที่เราจะปลูกข้าวได้นี่เดิมมันเป็นป่า เราก็ต้องไปโค่นป่ามาทำนา ลองคิดดูว่าตัดไม้กว่าจะขาดแต่ละต้น ขุดตอแต่ละตอ กว่าจะลากไม้ไปพ้นพื้นที่ที่เราจะทำนามันมีความเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน
            อันนี้ก็มาเป็นเรื่องของความทุกข์ ทีแรกก็ทุกข์เพราะอาหาร ทีนี้กว่าที่อาหารจะเกิดขึ้นมาได้ เราก็ต้องไปนั่งบุกป่าฝ่าดง และก็ในเมื่อเรามีที่ทำมาหากินเสร็จ มีอาหารกินเสร็จและก็อาหารประเภทไหนบ้างที่สร้างความสุขให้แก่เรา นี่เจ้าตัวเกิดนี่มันหาความทุกข์มาให้ มานั่งดูสิว่าอาหารประเภทไหน มันสร้างความสุขให้แก่เรา กินแล้วไม่แก่ กินแล้วไม่ป่วย กินแล้วไม่จน กินแล้วไม่มีการขัดคอขัดใจกับใคร กินแล้วไม่ตาย และกินแล้วมีความสุขตลอดเวลาทั้งกำลังกายกำลังใจมีไหม มีบ้างไหม และก็อาหารประเภทไหนกินแล้วอิ่มตลอดกาลตลอดสมัยมีบ้างไหม ถ้าอย่างนี้ท่านก็จะตอบว่าไม่มี ถ้ามันไม่มีอย่างนี้ที่เราจะต้องกินอาหารเพราะอะไร ทำการงานเพราะอะไร ก็เพราะเราเกิด ถ้าเราไม่เกิดเสียอย่างเดียวความทุกข์ประเภทนี้มันมีหรือเปล่า ก็ไม่มี
            ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ บรรดาพระโยคาวจรทั้งหลายเห็นหรือยังว่าการเกิดอย่างเดียว ขณะที่มันอยู่ในครรภ์มารดามันก็ทุกข์มากอยู่แล้ว พออกมาจากครรภ์มารดานี่มันยิ่งทุกข์หนัก พวกท่านเห็นความทุกข์ของการเกิดแล้วหรือยัง เกิดแล้วมันก็พาพ่วงสิ่งอื่นมาอีกตั้งเยอะแยะ นับไม่ถ้วน ทำงานตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายมันก็ไม่จบ ถ้าเราไปเกิดใหม่มันก็เป็นแบบนี้ เพราะอาศัยความเกิดมี พระพุทธเจ้าจึงได้ค้นคว้าหาคุณธรรมที่ทำให้ไม่ต้องเกิดพบ              นี่องค์สมเด็จพระนราสภทรงค้นพบแล้ว จึงได้มาสอนเราเหล่าพุทธบริษัท ว่าการที่จะไม่เกิดได้จริง ๆ ต้องมีเครื่องมือทั้ง 10 ประการที่เรียกว่า บารมี 10 ประการ ให้เรามีกำลังใจพร้อมเสมอ ถ้าจิตใจของท่านพร้อมเสมอเมื่อไรท่านเป็นพระอริยเจ้าเมื่อนั้น บารมี 10 นี่มีความสำคัญมาก เห็นไหมล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัทว่า บารมี 10 นี่เป็นตัวบรรลุทีเดียว ถ้าหากว่าเราพร้อมแบบเบา ๆ เราก็เป็นพระโสดาบัน พร้อมละเอียดลงไปอีกหน่อยหนึ่งเราก็เป็นพระสกิทาคามี พร้อมมากขึ้นไปกว่านั้นหน่อยหนึ่งมีกำลังใจสูง เราก็เป็นพระอนาคามี ถ้าพร้อมหมดบริบูรณ์เราก็เป็นพระอรหันต์
             ทีนี้บารมีทั้ง 10 ประการก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมความแล้วก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของเรานั่นเอง ศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ เมื่อมีปัญญาแล้วเราก็ให้ทานได้ เราก็ผูกมิตรได้ เป็นการสร้างบารมีทุกอย่างครบถ้วน ตัวปัญญานี่มีความสำคัญ และเราก็มีสมาธิตั้งมั่น เพราะอะไร เพราะว่าคนที่มีปัญญาจะไม่ยอมให้ใจสอดส่ายไปสู่อารมณ์ของความชั่ว จะต้องรักษาตัวให้ดีอยู่เสมอ หมั่นในการให้ทานเป็นการตัดความโลภ อบายภูมิกันไม่ให้เราลงนรก หมั่นในการรักษาศีลเพราะเป็นการปิดอบายภูมิกันไม่ให้เราลงนรก ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณากฎของธรรมดา จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา เมื่อจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเสียอย่างเดียว เราก็เป็นพระอริยเจ้าเป็นถึงพระอรหัตผล
            แต่ทว่าใจของพระโยคาวจรทุกคนยังไม่ถึงอรหัตผล เราก็ใช้ปัญญาเข้าไปหาความจริงเพียงแค่เบา ๆ ว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เราจริง ๆ มันไม่ใช่ของเรา มันจะพังรอมร่ออยู่แล้ว มันพังลงทุกวัน ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ไม่เร่าร้อนใจเมื่อร่างกายแก่ ไม่เร่าร้อนใจเมื่อป่วย ไม่เร่าร้อนใจเมื่อความตายเข้ามาถึง ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีศีล 5 บริสุทธิ์ แล้วก็มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เรามีความรักอยู่ในขอบเขตของศีล มีความรวยอยู่ในขอบเขตของศีล เราโกรธใครได้แต่เราไม่ทำร้ายเขา เราไม่เมาร่างกายจนเกินไป ร่างกายเมาแต่ว่าเมาน้อย หมายความว่าเราเมาแต่เพียงแค่ทรงตัวอยู่ ความสวยงามแต่งกันตามความนิยมเท่านั้น ไม่ผูกพันจนเกินไป คิดว่าตายแล้วก็เลิกกัน
            เอาละ ท่านบรรดาพระโยคาวจรทุกท่าน สัญญาณบอกเวลาหมด 30 นาที ผ่านมานานแล้ว สำหรับคืนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้ไปก็ขอให้ทุกท่านตั้งใจพิจารณาจิตใจของท่านตามที่กล่าวมาตลอดเวลาทุกวินาที ไม่ช้าจิตใจของท่านก็จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า สมความปรารถนา สวัสดี



 รวมคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ